นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า สรท.ได้ปรับคาดการณ์การส่งออกไทยปี 2565 เป็นร้อยละ 5-8 จากเดิมคาดว่าทั้งปีจะเติบโต 5% ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายของสรท. โดยอีก 8 เดือนข้างหน้า (พ.ค.-ธ.ค.65) จะต้องมีการส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 23,446 ล้านดอลลาร์ หากจะให้การส่งออกเติบโตได้ 5% ซึ่งจะทำให้การส่งออกมีมูลค่ารวมทั้งปี 284,797 ล้านดอลลาร์ แต่หากต้องการให้ขยายตัวได้ 8% ต้องมีการส่งออกให้ได้เฉลี่ยเดือนละ 24,802 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะทำให้มีมูลค่าการส่งออกรวมทั้งปีเพิ่มเป็น 292,934 ล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ผู้ส่งออกยังเห็นโอกาสในวิกฤต ทั้งวิกฤตอาหารและวิกฤตพลังงาน ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันผลักดันการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลัง โดยจะต้องจัดเตรียมความพร้อมเรื่องข้อมูลให้ได้มากที่สุดเพื่อนำมาวิเคราะห์และใช้วางแผนดำเนินงาน
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการส่งออกในปี 2565 ได้แก่
1.ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูงจากสถานการณ์ระหว่างยูเครนและรัสเซียยืดเยื้อส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้า และต้นทุนการขนส่งปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกราคาพลังงานในตลาดโลก
2.อัตราเงินเฟ้อโลกที่เพิ่มขึ้นเป็น 9.2% ต่อปี ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น และกำลังซื้อผู้บริโภคทั่วโลกหดตัวลง
3.สถานการณ์ระวางเรือยังคงตึงตัวในหลายเส้นทางและค่าระวางขนส่งสินค้าทางทะเลยังทรงตัวในระดับสูง เนื่องจากเรือแม่ยังไม่สามารถเข้าเทียบท่าในไทยได้มากขึ้น ขณะที่แม้ค่าระวางเริ่มมีการปรับลดลงในหลายเส้นทาง แต่พบว่าค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน ยังคงมีการปรับขึ้นและผันผวนตามราคาน้ำมันในตลาดโลก
4.ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนและราคาผันผวนอาทิ เซมิคอนดักเตอร์,เหล็ก,ธัญพืชเช่น ข้าวสาลี ถั่วเหลือง แป้งสาลี อาหารสัตว์ ปุ๋ย เป็นต้น ส่งผลให้หลายประเทศเริ่มออกมาตรการจำกัดการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร และ5.การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำควรพิจารณาให้เหมาะสมตามความสามารถ
โดย สรท.มีข้อเสนอแนะที่สำคัญ ประกอบด้วย
1.ขอให้ ธปท.รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ไม่ให้แข็งค่าเกินกว่า 33-34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้เพื่อไม่เป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการที่ต้องแบกรับต้นทุนในส่วนอื่นที่ผันผวนสูง และขอให้ กนง.คงระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% เพื่อประคองให้การฟื้นตัวภาคธุรกิจยังคงดำเนินการได้
2.รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศให้อยู่ระดับที่เหมาะสม ผ่านเครื่องมือด้านการลดภาษีสรรพาสามิตและเงินกองทุนน้ำมัน หรือกลไกในการควบคุมต้นทุนการนำเข้าไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคมากจนเกินไป
3.การควบคุมราคาสินค้าในประเทศจำเป็นต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับต้นทุนผู้ประกอบการ เพื่อมิให้เป็นภาระต้นทุนของผู้ประกอบการมากเกินไป ขอให้พิจารณาลดต้นทุนสินค้าขาเข้า ลดเงื่อนไขและขั้นตอนในกลุ่มสินค้าที่ขาดแคลนและจำเป็น
#วิกฤตส่งออก
#สภาผู้ส่งออก