ยุโรป กดดันผู้ที่ยังไม่ฉีดวัคซีนให้ไปฉีดวัคซีน หลังโควิด-19 กลับมาระบาดระลอกใหม่

17 พฤศจิกายน 2564, 16:44น.


          ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ผู้นำของหลายประเทศในยุโรปเริ่มใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อกลุ่มคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนเพื่อกดดันให้ไปรับวัคซีน ด้วยการใช้มาตรการบังคับให้อยู่บ้าน หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมกับคนอื่นๆในสังคม พร้อมทั้งแสดงความผิดหวังที่โครงการกระจายวัคซีนของหลายประเทศของยุโรปไม่คืบหน้า ขณะที่โรคโควิด-19 กลับมาแพร่ระบาดระลอกใหม่ทั่วทั้งยุโรปในระยะนี้



          เยอรมนี เป็นประเทศล่าสุดของยุโรป ต่อจากออสเตรีย ที่จะใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นในการจัดการกับกลุ่มที่ไม่ไปรับวัคซีน หลังจาก 3 พรรคการเมืองที่เจรจาจัดตั้งรัฐบาลผสมชุดใหม่ คือพรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมนี พรรคเสรีประชาธิปไตยและพรรคกรีนส์ เสนอมาตรการควบคุมโรคโควิด-19 ให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณา ซึ่งมีสาระสำคัญๆ เช่น ให้มีการแสดงบัตรรับรองการฉีดวัคซีน หรือผลตรวจโรคโควิด-19 เป็นลบ ก่อนขึ้นรถประจำทาง หรือรถไฟ เพิ่มเติมจากมาตรการเดิมที่ใช้มาสักระยะหนึ่งแล้วคือ การรณรงค์ให้มีการแสดงบัตรรับรองการฉีดวัคซีนครบโดส หรือผลตรวจสุขภาพเฉพาะในบางสถานที่เช่น ร้านอาหาร หรือสถานบันเทิงเช่น บาร์ โรงภาพยนตร์และสถานที่อื่นๆ



          ด้านนายโรเบิร์ต ฮาเบก หัวหน้าพรรคกรีนส์ มองว่ามาตรการต่างๆเหล่านี้ ถ้าผ่านการลงมติจากรัฐสภาเยอรมนีและรัฐบาลประกาศใช้บังคับจะมีผลเสมือนบังคับให้กลุ่มคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนกักตนเองอยู่ในบ้าน ห้ามออกจากบ้านไปร่วมกิจกรรมกับคนอื่นๆในสังคม โดยเยอรมนี มีผู้ป่วยใหม่เฉลี่ย 40,000 คนต่อวันตลอด 7 วันที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับตัวเลขผู้ป่วยใหม่เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน สะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐส่วนใหญ่ในยุโรปเริ่มรู้สึกไม่พอใจที่ประชาชนบางกลุ่มปฏิเสธที่จะไปรับวัคซีน



          ในปัจจุบัน สองในสามของประชากรเยอรมันรับวัคซีนครบโดสแล้ว แต่ยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการกระจายวัคซีนต่ำที่สุดในยุโรปตะวันตก ทำให้รัฐบาลทั้งใช้วาทกรรมในเชิงข่มขู่และยกระดับมาตรการควบคุมโรคให้เข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อผลักดันโครงการกระจายวัคซีนให้คืบหน้าเร็วขึ้น



          ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรี อเล็กซานเดอร์ แชลเลินแบร์ค ของออสเตรีย เพื่อนบ้านทางของเยอรมนี ประกาศใช้มาตรการห้ามคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีน ซึ่งมีจำนวนกว่าหนึ่งในสามของประชากร 8 ล้าน 4 แสนคน ออกจากบ้านเรือน มีผลตั้งแต่วันจันทร์ (15 พ.ย.) เว้นแต่มีธุระจำเป็นเช่น ไปพบแพทย์หรือไปซื้ออาหาร โดยตำรวจจะตั้งด่านตรวจตามจุดต่างๆเพื่อตรวจสอบใบรับรองการฉีดวัคซีนหรือผลตรวจสุขภาพของผู้สัญจรไปมาตามท้องถนน



          ในปัจจุบัน ร้อยละ 65 ของประชากรของออสเตรียฉีดวัคซีนครบแล้ว ถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศส่วนใหญ่ของยุโรป พร้อมเตือนว่าคนที่ไม่ไปฉีดวัคซีนอาจจะติดโรคโควิด-19 และอาจจะนำไปสู่การระบาดครั้งใหญ่ดังเช่นที่เกิดขึ้นตลอดปี 2563



          ตรงกันข้ามสเปนและโปรตุเกส ซึ่งมีอัตราการกระจายวัคซีนที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป พบผู้ป่วยใหม่ในอัตราที่ต่ำกว่าทุกประเทศในยุโรปในระยะนี้ โดยเฉพาะสเปน ร้อยละ 88.9 ของประชากร 46 ล้านคน รับวัคซีนครบโดส ขณะที่โปรตุเกส ร้อยละ 86 ของประชากร 10 ล้านคนรับวัคซีนครบโดส



          ส่วนประเทศอื่นๆ สหราชอาณาจักร นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ระบุว่า สหราชอาณาจักรจะแก้ไขกฎระเบียบใหม่ในเร็วๆนี้ กำหนดให้การฉีดวัคซีนสามเข็ม จึงจะถือว่าครบโดส ส่วนฝรั่งเศสได้แก้ไขกฎระเบียบเรื่องนี้แล้ว หลังมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งประกาศเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน กำหนดให้นักท่องเที่ยวจาก 16 ประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปที่ต้องเฝ้าระวังมากขึ้น เช่น เบลเยียม บัลแกเรีย โครเอเชีย สาธารณรัฐเช็ก เอสโตเนียและกรีซ จะต้องตรวจโรคแบบ PCR 24 ชั่วโมงก่อนเข้าฝรั่งเศส จากเดิมที่ให้แสดงผลตรวจโรคแบบ PCR 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง



          ส่วนในบางท้องที่ของยุโรป สถานการณ์เริ่มตึงเครียด เช่น ในกรุงเอเธนส์ กรีซ บุคลากรด้านการแพทย์ประท้วงเมื่อวันจันทร์ ขอให้รัฐเพิ่มค่าตอบแทนและปรับปรุงสภาพการจ้างงานให้ดีขึ้น หลังมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ทำให้บุคลากรการแพทย์ของโรงพยาบาลทำงานมากขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว ในปัจจุบัน ร้อยละ 61.9 ของประชากร 10 ล้านคนของกรีซ รับวัคซีนครบโดสแล้ว



...



#ยุโรป



#กดดันกลุ่มผู้ไม่ฉีดวัคซีนให้อยู่บ้าน

ข่าวทั้งหมด