เปิดผลวิจัยของศิริราชวัคซีนบูสเตอร์โดส แอสตร้าฯ-ไฟเซอร์ เสริมภูมิคุ้มกัน

15 ตุลาคม 2564, 21:13น.


          ผลการวิจัยศึกษาความปลอดภัยและการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 ในผู้เคยได้รับวัคซีนซิโนแวค หรือแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็ม โดยศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เปิดเผยที่มาของโครงการ สืบเนื่องจากการฉีดวัคซีนซิโนแวค หรือแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็มที่มีการใช้อย่างกว้างขวางในประเทศไทย อาจกระตุ้นระดับแอนติบอดีได้ไม่เพียงพอ การฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 มีความจำเป็น แต่ยังไม่ทราบแน่ว่า วัคซีนแต่ละชนิดที่อาจใช้กระตุ้นนั้น ให้ผลภูมิคุ้มกันที่แตกต่างกันอย่างไร



          การศึกษานี้จึงได้วัดระดับภูมิต้านทานต่อโปรตีนหนาม (anti-recrptor binding domain : anti-RBD IgG) โดยวิธี chemiluminescent microparticle immunoassay และภูมิต้านทานในการกำจัดไวรัสสายพันธุ์เดลตา (50% plaque reduction neutralization test : PRNT50) รวมทั้งอาการข้างเคียงในอาสาสมัครที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 หลังจากได้รับวัคซีนครบสองเข็มมาแล้ว 2-3 เดือน



          ผลการศึกษาเปรียบเทียบวัคซีนที่ใช้ฉีดกระตุ้น(เข็มที่ 3)  ซิโนฟาร์ม แอสตร้าเซนเนก้า ไฟเซอร์ครึ่งโดส ไฟเซอร์เต็มโดส



          เฟซบุ๊ก Siriraj Institute of Clinical Research ยังเผยแพร่ผลการศึกษาสรุปได้ว่า Sinovac เป็น priming vaccine หรือวัคซีนเริ่มต้นที่ดี ซึ่งเมื่อฉีดกระตุ้นเข็ม 3 ด้วย AstraZeneca หรือ Pfizer ก็ให้ระดับภูมิคุ้มกันที่สูงมาก สำหรับวัคซีน Pfizer ใช้เพียงครึ่งโดสก็ได้ภูมิคุ้มกันในระดับที่ใกล้เคียงกับการใช้วัคซีนเต็มโดส แนะนำให้ฉีดกระตุ้นเข็ม 3 ด้วย AstraZeneca หรือ Pfizer เท่านั้น คำแนะนำสำหรับผู้ที่ฉีด AstraZeneca มา 2 เข็ม ควรฉีดเข็มที่ 3 กระตุ้นด้วยวัคซีน Pfizer เท่านั้น โดยอาจใช้เพียงครึ่งโดสก็ให้ผลภูมิคุ้มกันใกล้เคียงกับการใช้วัคซีนเต็มโดส โดยมีรายละเอียดดังนี้



- หลังได้รับวัคซีนสองเข็มประมาณ 8-12 สัปดาห์ ระดับภูมิคุ้มกันชนิด anti-RBD IgG ก่อนฉีดกระตุ้น มีค่าต่ำโดยเฉลี่ย 33-38 BAU/ml ในกลุ่มที่เคยฉีดซิโนแวค และ 90-116 BAU/ml ในกลุ่มที่เคยฉีดแอสตร้าเซนเนก้า



- ในผู้ที่ได้รับซิโนแวคแล้วสองเข็ม แล้วได้รับวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 ด้วยไฟเซอร์ขนาดเต็มโดส มีระดับ anti-RBD IgG ขึ้นสูงสุดที่สุด (5,152 BAU/ml) รองลงมาเป็นวัคซีนไฟเซอร์ขนาดครึ่งโดส (3,981 BAU/ml) ซึ่งสูงกว่าการฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีนชนิดอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนวัคซีนแอสตร้าฯเข็มที่สาม (1,358 BAU/ml) และวัคซีนซิโนฟาร์ม กระตุ้นได้น้อยที่สุด (155 BAU/ml)



- ในผู้ที่ได้รับแอสตร้าฯ แล้วสองเข็ม แล้วได้รับวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 ด้วยไฟเซอร์ขนาดเต็มโดสมีระดับ anti-RBD IgG ขึ้นสูงสุดที่สุด (2,377 BAU/ml) รองลงมาเป็นวัคซีนไฟเซอร์ขนาดครึ่งโดส (1,962 BAU/ml) ซึ่งสูงกว่าการฉีดกระตุ้นด้วยวัคซีนชนิดอื่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนวัคซีนแอสตร้าฯเข็มที่สาม กระตุ้นสูงขึ้นน้อย (246 BAU/ml) และวัคซีนซิโนฟาร์ม กระตุ้นได้น้อยที่สุด (129 BAU/ml)



- ระดับภูมิยับยั้งเชื้อสายพันธุ์เดลตา วัดโดย PRNT50 ในผู้ที่ได้รับซิโนแวคมาแล้วสองเข็มพบว่า กระตุ้นด้วยวัคซีนไฟเซอร์ขนาดครึ่งโดส ระดับไตเตอร์สูงที่สุด (499) รองลงมาเป็นวัคซีนไฟเซอร์เต็มโดส(411) วัคซีนแอสตร้าฯ (271) และวัคซีนซิโนฟาร์ม(61)



- ในผู้ที่ได้รับแอสตร้าฯแล้วสองเข็ม วัคซีนไฟเซอร์เต็มโดสได้สูงที่สุด (520) รองลงมาเป็นวัคซีนไฟเซอร์ครึ่งโดส (358) โดยวัคซีนไฟเซอร์กระตุ้นได้สูงกว่าแอสตร้าฯ (70) และซิโนฟาร์ม (49)



- อาการไม่พึงประสงค์ที่พบจากการฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 3 มีเล็กน้อยถึงปานกลางในทุกวัคซีน



#บูสเตอร์โดส



#โควิด19

ข่าวทั้งหมด