ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหรือ ครม.ขยายกลุ่มเป้าหมายและกรอบวงเงินของเราชนะ จากกลุ่มเป้าหมายประมาณ 31.1 ล้านคน กรอบวงเงินไม่เกิน 210,200 ล้านบาท เป็นกลุ่มเป้าหมายประมาณ 33.5 ล้านคน หรือเพิ่มอีก 2.4 ล้านคน ใช้กรอบวงเงินไม่เกิน 213,242 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3,042 ล้านบาท รวมทั้งขยายระยะเวลาใช้วงเงินสนับสนุนสำหรับผู้ได้รับสิทธิ์ตามโครงการ จากสามารถใช้จ่ายได้ไม่เกินวันที่ 31 พ.ค.64 เป็นใช้จ่ายได้ไม่เกินวันที่ 30 มิ.ย.64
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ระบุว่า ในช่วงบ่ายนี้ จะประชุมร่วมกับทีมเศรษฐกิจ เพื่อหารือเกี่ยวกับมาตรการเยียวยาด้านเศรษฐกิจต่างๆ ว่าจะมีมาตรการเยียวยาประชาชนในโครงการใดบ้าง เบื้องต้นโครงการเราชนะและ ม33 เรารักกัน จะยังดำเนินการต่อไป ส่วนโครงการอื่นๆที่จบไปแล้ว จะพิจารณาอีกครั้ง และคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วนี้ พร้อมย้ำว่า รัฐบาลไม่มีปัญหาเรื่องจัดการงบประมาณมาดำเนินมาตรการต่างๆ โดยพยายามจัดหางบประมาณให้เพียงพอ รวมทั้งจะพิจารณาช่วยเหลือภาคแรงงานที่ตกงานจากโควิด-19 ด้วย
ส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 หลังจากประกาศมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่เดือนเมษายน 2564 จะมีการประเมินหลังยกระดับมาตรการภายใน 2 สัปดาห์นี้ ว่าสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้มากน้อยเท่าใด พร้อมขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนที่ให้ความร่วมมือในทุกด้าน
นายกรัฐมนตรียังย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้ปิดกั้นภาคเอกชน ในการนำเข้าวัคซีนทางเลือก โดยได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลการจัดหาวัคซีนทางเลือกร่วมกับโรงพยาบาลเอกชน และภาคเอกชน เพื่อให้มีแนวทางที่ชัดเจนและรวดเร็ว ส่วนวัคซีนที่ภาครัฐจัดหามา เป็นการจัดหาวัคซีนตามความจำเป็น เพราะไม่ต้องการให้ประชาชนเสี่ยงกับวัคซีนที่ไม่ปลอดภัย แต่เมื่อมีการรับรองความปลอดภัยของวัคซีนหลายๆ ยี่ห้อ ก็เปิดกว้างในการนำเข้ามาขึ้นทะเบียนเพื่อฉีดให้กับประชาชน ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับอีกหลายประเทศ รวมทั้งขณะนี้ก็เร่งรัดให้ฉีดวัคซีนให้ประชาชนเร็วที่สุดตามแผนที่กำหนดไว้ โดยจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับวัคซีนในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้
ส่วนการดำเนินคดีกับสถานบันเทิงที่เป็นแหล่งแพร่เชื้อโควิด-19 ได้กำชับสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา สืบสวนขยายผลจับกุมไปให้ถึงเจ้าของสถานบันเทิงต่างๆ และดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด