ความเคลื่อนไหวเมืองไทยวันนี้ 19.30 น.วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563

01 มิถุนายน 2563, 19:40น.


ความเคลื่อนไหวเมืองไทยวันนี้ 19.30 น.วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน 2563



นราธิวาสมีผู้เสียชีวิตเพิ่มจากโควิด-19 เป็นรายที่ 58 ของประเทศไทย พบเป็นผู้เดินทางกลับจากมาเลเซีย



          ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน EOC จ.นราธิวาส รายงานว่าชายอายุ 80 ปี ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ ต.โละจูด อ.แว้ง จ.นราธิวาส ผู้ป่วยรายที่ 36 จากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้เสียชีวิตแล้ว โดยชายคนนี้เป็นหนึ่งในผู้ที่เดินทางกลับจากไปร่วมชุมนุมเผยแพร่ศาสนาที่ประเทศมาเลเซีย



          สำหรับผู้ป่วยรายที่ 36 ของประเทศไทยและเข้าทำการรักษาที่โรงพยาบาลสุไหงโก-ลก ก่อนส่งรักษาต่อที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ และเสียชีวิตเช้าวันนี้ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ของ จ.นราธิวาส รวม 2 ราย  และเป็นรายที่ 58 ของประเทศ แต่ยังไม่ได้ส่งรายงานต่อศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) 



          ส่วนผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดผู้เสียชีวิต คือรายที่ 37,38 ,39 และรายที่ 40 ซึ่งเป็นญาติของผู้เสียชีวิตรายล่าสุดยังรักษาตัวที่โรงพยาบาลสนามคือโรงพยาบาลกัลยาณิวัฒนาการุณย์ จ.นราธิวาส  โดยผู้ป่วยรายที่ 38 ซึ่งเป็นสามีของลูกสาวผู้เสียชีวิต ล่าสุดได้รับการยืนยันจากศูนย์ EOC จ.นราธิวาสว่า ตรวจไม่พบเชื้อโควิด-19 ส่วนรายที่ 37,39 และ 40 ซึ่งเป็นลูกสาว หลานและคนเลี้ยงหลานของผู้เสียชีวิต อาการโดยรวมไม่หนักมาก



          นายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส  กำชับให้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลผู้ถูกกักตัวที่ศูนย์กักกัน (Local Quarantine) ภายในสนามกีฬาการกีฬาและการท่องเที่ยว จ.นราธิวาส เข้มงวดกับนักศึกษา 11 คนที่เดินทางกลับจากประเทศซาอุดิอาระเบีย และถูกกักตัวอยู่ที่ศูนย์ เพื่อป้องกันการระบาด



          ส่วนการปลดล็อกระยะที่ 3 ทั้งการเดินทางเข้า-ออกในจังหวัดต่างๆได้ตามปกติ ได้ขอให้ทั้ง 13 อำเภอรวมทั้งหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ควบคุมดูแลให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) รวมทั้งยังต้องสวมหน้ากากอนามัย และใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ เพราะ หากทุกคนไม่ปฏิบัติตามวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) เชื่อว่าการแพร่ระบาดระลอกที่ 2 จะกลับมาและสถานการณ์จะรุนแรงกว่าเดิม



ปรับแผน รับคนไทยกลับจากต่างประเทศเพิ่มเป็นวันละ 500 คน



          ภาพรวมการติดตามการบริหารจัดการมาตรการกักตัวควบคุมโรคของรัฐ (State Quarantine) พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า กระทรวงกลาโหม และกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันพิจารณาเพิ่มขีดความสามารถของการบริหารจัดการคัดกรองและกักตัวควบคุมโรคให้สามารถรับคนไทยเดินทางกลับจากต่างประเทศต่อวันได้มากขึ้น จาก 400 คน เป็น 500 คน โดยอยู่ระหว่างจัดเตรียมความพร้อมของสถานที่ เจ้าหน้าที่และชุดแพทย์ให้เพียงพอ สามารถรองรับการปฏิบัติได้ภายใน 5 มิถุนายน 2563 เพื่อให้สามารถรับคนไทยที่ตกค้างในต่างประเทศ กลับประเทศได้เร็วขึ้น



          สรุปสถานภาพคนไทยเดินทางกลับจากต่างประเทศ ที่เข้าอยู่ในมาตรการกักตัวควบคุมโรคของรัฐ ตั้งแต่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 ถึงปัจจุบัน รวม 14,728 คน ตรวจพบผู้ติดเชื้อและส่งเข้ารับการรักษา 69 คน ครบกำหนดส่งกลับภูมิลำเนาแล้ว 8,638 คน และยังคงอยู่ในสถานกักควบคุมโรคทั้ง 29 แห่ง รวม 6,090 คน ซึ่งปัจจุบันดำเนินการรับคนไทยกลับจากต่างประเทศ โดยเฉลี่ย 400 คน ใน 3-5 เที่ยวบินต่อวัน



รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เตือนคนไทยอย่าเผลอ เสี่ยงโอกาสวิกฤตโควิด-19 ระบาด



          การวางมาตรการสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(โควิด-19)ว่า การที่ประเทศไทยไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศมาระยะหนึ่งก็สามารถพูดได้ว่าเราสามารถควบคุมโรคได้ แต่ถ้าถามว่าสามารถกำจัดเชื้อโรคหรือยัง ยังเร็วเกินไป ส่วนสถานการณ์ข้างหน้าถ้าทุกคนยังคงช่วยกันดูแลมีความพยายามที่จะป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอย่างเต็มที่ในลักษณะแบบนี้ต่อไป ก็คาดว่าจะมีจำนวนผู้ป่วยในระดับต่ำต่อเนื่อง แต่เมื่อไหร่ที่เราพลาดหรือเผลอให้มีการรวมตัวกันของผู้คนเป็นจำนวนมากและถ้ามีผู้ป่วยหลุดเข้าไปได้โอกาสที่จะเจอสถานการณ์กลับมาเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยก็จะเพิ่มขึ้นได้



          ส่วนภายหลังจากเปิดกิจการแล้วพบว่า สถานประกอบการไหนมีการแพร่ระบาดของเชื้อ จะปิดกิจการอย่างไร นพ.ธนรักษ์ กล่าวว่า เมื่อกลับมาพบผู้ป่วยใหม่และมีการสอบสวนโรคพบว่า มีการติดโรคมาจากที่ใดที่หนึ่ง หรือดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่เหมาะสมทำให้เป็นแหล่งแพร่โรค เบื้องต้น จังหวัดนั้นๆคงให้ปรับปรุงจนกว่าจะดีขึ้นอีกครั้ง  แต่หากไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้ การปิดธุรกิจก็จะเริ่มจากปิดสถานที่ที่เป็นแหล่งแพร่โรคก่อน โดยจะเริ่มปิดไล่จากธุรกิจที่มีการแพร่โรค ยังคงควบคุมไม่ได้อีก จะเริ่มปิดธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงไปต่ำในจังหวัดที่มีการแพร่ระบาด และจำกัดการเดินทางออกจากพื้นที่ที่มีการระบาด



ดีอีเอส ยืนยัน แพลตฟอร์มไทยชนะ ไม่เกี่ยวข้องกับ สแปม SMS



          ปัญหาข้อความ SMS สแปมที่ส่งเข้ามาทาง iMessage บนไอโฟนและไอแพด นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.กระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอีเอส กล่าวว่า  Apple ให้แจ้งไปยังผู้ให้บริการมือถือ บล็อกไม่ให้ส่งโฆษณา เนื่องจาก SMS สแปมเหล่านี้ ส่งผ่านมาทาง iMessage ซึ่งเป็นแอปที่อยู่บนอุปกรณ์พกพาที่ใช้ระบบ iOS ของ Apple พร้อมย้ำว่า อย่าตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพเพราะความประมาท อย่าหลงเชื่อตัวล่อ เช่นเงินรางวัล ของฟรี และไม่แนะนำให้ทดลองเปิดเว็บไซต์ เพราะข้อความนั้นอาจเป็นพาหะนำพาไวรัสคอมพิวเตอร์เข้าสู่โทรศัพท์ได้



          ล่าสุดในเพจเฟซบุ๊ก iPhone Thailand ได้ให้คำแนะนำวิธีการจัดการกับ SMS โฆษณารบกวนทาง iMessage เบื้องต้นแนะนำปิดรับข้อความ iMessage วิธีการเข้าไปตั้งค่า และ Report มีวิธีดำเนินการ 3 แบบ



ได้แก่



แบบที่ 1 คลิกที่ด้านบนที่โชว์ว่า "3 คน" จากนั้นเลือก "ข้อมูล" และคลิก "กดออกจากการสนทนา" 2 รอบ จากนั้นกดเสร็จสิ้น ก็กด " แจ้งว่าเป็นขยะ"



แบบที่ 2 เข้าไปที่ "การตั้งค่า" เลือก "ข้อความ" จากนั้นคลิกที่ "ฟิลเตอร์ผู้ส่งที่ไม่รู้จัก"



และแบบที่ 3 สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ใช้ iMessage ให้เข้าไปที่ "การตั้งค่า" เลือก "ข้อความ " จากนั้นคลิกปิด "iMessage" ซึ่งในข้อนี้หากต้องการใช้งานแอป iMessage ก็สามารถกลับมาเปิดใหม่ได้



          ก่อนหน้านี้ นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดีอีเอส ในฐานะรองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการด้านข้อมูล มาตรการแก้ไขปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 โดยยืนยันว่า แอปพลิเคชั่นไทยชนะ ไม่ได้เข้าถึงที่เก็บข้อมูล หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคล รวมถึงไม่มีการส่งข้อมูลพิกัด Location ของผู้ใช้งานออกไป



หุ้นไทยวันนี้ เพิ่มขึ้นกว่า 9 จุด ปัจจัยภาคผลิตจีนฟื้น-ราคาน้ำมันพุ่ง



          ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย วันนี้ ปิดที่ 1,352.37 จุด เพิ่มขึ้น 9.52 จุด มูลค่าการซื้อขาย 65,154.66 ล้านบาทว่า ตลาดหุ้นไทยปิดบวก สอดรับตลาดหุ้นในภูมิภาคส่วนใหญ่ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น  หลังตัวเลขภาคการผลิตหรือพีเอ็มไอเดือนพ.ค.ของจีนปรับตัวดีขึ้นจาก การเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ



          นอกจากนี้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้น ร้อยละ 6  และจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดของไทยปรับลงต่อเนื่อง ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น ก่อนที่ท้ายตลาดจะมีแรงขายทำกำไร



          ส่วนปัจจัยในวันพรุ่งนี้อาจพักฐาน หลังบริษัทของจีนทยอยชะลอการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เช่น ถั่วเหลืองและสุกรจากสหรัฐฯ จากเดิมที่จะนำเข้า 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯซึ่งต้องดูท่าที ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯจะมีมาตรการตอบโต้อย่างไรในคืนนี้หรือไม่ รวมถึงติดตามเรื่องการเหยียดสีผิวในสหรัฐฯ การประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 4 มิ.ย.นี้



          ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดพุ่งขึ้นมายืนที่เหนือระดับ 22,000 จุดเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน หลังจากกรุงโตเกียวได้ประกาศผ่อนคลายกฎระเบียบเข้มงวดที่เคยนำมาใช้กับภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในช่วงก่อนหน้านี้  ดัชนีนิกเกอิปิดบวก 184.50 จุด ที่ 22,062.39 จุด



          ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดวันนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯและจีน หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ได้ระบุถึงมาตรการใด ๆ ที่อาจจะทำลายข้อตกลงการค้าเฟสแรกซึ่งสหรัฐฯและจีนทำไว้เมื่อต้นปีนี้ นอกจากนี้ ภาวะซื้อขายยังคงได้รับแรงหนุนจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ดัชนีฮั่งเส็งเพิ่มขึ้น 771.05 จุด ปิดวันนี้ที่ 23,732.52 จุด



รัสเซีย อนุมัติให้ใช้ยา 'อะวิฟาเวียร์' รักษาโรคโควิด-19



  นายคิริลล์ ดมิตรีฟ ซีอีโอของกองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรง(Direct Investment Fund)ของรัฐบาลรัสเซีย กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข อนุมัติกองทุนดังกล่าวให้ได้รับใบจดทะเบียนชั่วคราวเพื่อใช้ยาอะวิฟาเวียร์(Avifavir) รักษาโรคโควิด-19 เป็นครั้งแรกในรัสเซีย สำหรับยาดังกล่าวมีสรรพคุณในการรักษาไข้หวัดได้เช่นเดียวกับยาอาวีแกนของญี่ปุ่น ขณะที่ โรคโควิด-19 แพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจจำนวนมากและมีคนเสียชีวิตทั่วโลก 372,136 ราย ทำให้บริษัทยาต่างๆ เร่งพัฒนายารักษาและวัคซีน

           นายดมิตรีฟ กล่าวว่า ยาอะวิฟาเวียร์ ไม่เพียงแต่เป็นยาต้านเชื้อไวรัสตัวแรกที่ได้รับการจดทะเบียนให้ใช้รักษาโรคโควิด-19 ในรัสเซีย แต่อาจจะเป็นยารักษาโรคโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลกด้วย ทั้งนี้ ยาอะวิฟาเวียร์ พัฒนาร่วมกันระหว่างกองทุนเพื่อการลงทุนโดยตรงและกลุ่มบริษัทเคมราร์ (ChemRar Group) ของรัสเซีย เพื่อยับยั้งเชื้อโคโรนาไวรัสไม่ให้กระจายตัวในเซลล์ของผู้ป่วยโรคโควิด-19 และได้รับการพิสูจน์ในการทดลองทางคลินิกว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาโรคโควิด-19 ทั้งนี้ รัสเซีย มีผู้ป่วยสะสม 405,843 คน เสียชีวิต 4,693 ราย



จีนวิจารณ์ปัญหาเหยียดเชื้อชาติในสหรัฐฯเป็นอาการป่วยทางสังคม



          นายจ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนขอให้สหรัฐฯเร่งหาแก้ปัญหาการเหยียดเชื้อชาติต่อชนกลุ่มน้อย ระบุว่าทางการจีนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกรณีนายจอร์จ ฟลอยด์ ชาวอเมริกันผิวสีวัย 46 ปีเสียชีวิตจากการใช้ความรุนแรงของตำรวจขณะจับกุมในเมืองมินนีแอโพลิสเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พร้อมเพิ่มเติมว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าเป็นเรื่องร้ายแรงที่รัฐบาลสหรัฐฯจะต้องเข้ามาแก้ไขโดยด่วน โดยเฉพาะการเหยียดผิวและการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมของตำรวจ โดยสหรัฐฯจะต้องทำตามมาตรการต่างๆที่เป็นรูปธรรมภายใต้สนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการขจัดการเหยียดผิวในทุกรูปแบบ พร้อมทั้งส่งเสริมสิทธิทางกฎหมายให้กับชนกลุ่มน้อย

          สำหรับประเด็นที่นายโรเบิร์ต โอเบรียน ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯกล่าวหาต่างชาติ รวมถึงประเทศจีน เข้ามาแทรกแซงเรื่องการประท้วงในสหรัฐฯ นายจ้าวระบุว่าความเห็นดังกล่าวของนายโอเบรียนและเจ้าหน้าที่อื่นๆของสหรัฐฯไม่มีมูลความจริง เพิ่มเติมว่าประเทศจีนไม่เคยเข้าไปแทรกแซงปัญหาภายในของประเทศอื่นๆ พร้อมหวังว่านักการเมืองสหรัฐฯควรจะดูแลกิจการของตนเองให้เรียบร้อย แทนที่จะเข้ามายุ่งกับกิจการของประเทศอื่นๆเช่น ฮ่องกงซึ่งเป็นกิจการภายในของประเทศจีน

ข่าวทั้งหมด