ความเคลื่อนไหวเมืองไทยวันนี้ 12.35 น. วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561

15 พฤศจิกายน 2561, 12:15น.


+++พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หารือกับนายสกอตต์ มอร์ริสัน (The Honourable Scott Morrison) นายกรัฐมนตรีเครือรัฐออสเตรเลีย ระหว่างเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 33 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องหารือทวิภาคี ศูนย์การประชุมและนิทรรศการซันเทค สาธารณรัฐสิงคโปร์



+++พลโทวีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุปสาระสำคัญว่าทั้งสองฝ่ายยินดีที่ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย มีความใกล้ชิดและแน่นแฟ้นในทุกระดับ นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวเชิญนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เยือนไทยอย่างเป็นทางการในโอกาสแรกที่เหมาะสม ไทยยินดีที่ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันในการฝึกอบรมด้านการค้นหาและกู้ภัย และหวังว่า จะสามารถกระชับความร่วมมือให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ไทยหวังที่จะร่วมมือกับออสเตรเลียในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะด้านความมั่นคงไซเบอร์ และด้านเทคโนโลยีการเงินและการเกษตร ด้านการค้าทั้งสองฝ่ายยินดีที่มูลค่าการค้าระหว่างกันเพิ่มถึง 3 เท่า โดยในปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยพร้อมอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนออสเตรเลีย พร้อมกล่าวเชิญชวนภาคเอกชนออสเตรเลียให้เข้าไปลงทุนในไทย โดยเฉพาะใน EEC

+++นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย สนับสนุนบทบาทไทยในฐานะประธานอาเซียนในปี 2562 และยืนยันว่าออสเตรเลียพร้อมให้ความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการเติบโตของอาเซียนทุกด้าน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยมุ่งส่งเสริมความยั่งยืนในทุกมิติ เพื่ออาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยมีเป้าหมายในการสร้างความเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ และพร้อมจะร่วมมือกับออสเตรเลียในด้านที่ออสเตรเลียมีความเชี่ยวชาญ




+++ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ผู้นำฟิลิปปินส์ วัย 73 ปี ตอบคำถามสื่อมวลชนว่าเขาเป็นคนไม่รับประทานอาหารเช้า ซึ่งเป็นเหตุที่ทำให้เขาง่วงนอนระหว่างการประชุมอาเซียนที่สิงคโปร์ และขาดการประชุมในหลายเวที รวมทั้งไม่ได้ร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำร่วมกับผู้นำประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน)  นายไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผู้นำประเทศอื่นๆ  



+++ประธานาธิบดีดูเตอร์เต ตกเป็นข่าวภายหลังจากมีข่าวลือเรื่องปัญหาสุขภาพมาก่อนนี้ ตั้งแต่ไม่ค่อยออกงานสาธารณะ นอกจากนี้เขาเคยเปิดเผยว่ารู้สึกเหนื่อยจากการทำงานหนัก และอยากลงจากตำแหน่งก่อนหมดวาระในปี 2565  ทำเนียบประธานาธิบดีฟิลิปปินส์แถลงว่า นายดูเตอร์เต เคยตรวจส่องกล้องที่ลำไส้ และผลจากการตรวจชิ้นเนื้อไม่พบว่าเป็นโรคมะเร็ง




+++ตามที่กระทรวงมหาดไทย กำหนดให้ กรุงเทพมหานคร(กทม.) เร่งหามาตรการแก้ไขปัญหาหาบเร่แผงลอยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จัดประชุมสำนักงานเขต ทั้ง 50 เขต ร่วมกับกลุ่มผู้ค้า โดยพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ภายใต้ระเบียบ กฎหมาย คำสั่ง ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาล และการอยู่ร่วมกันอย่างสงบเรียบร้อยของสังคม และรายงานให้ทราบภายในวันที่ 22 พ.ย.




+++นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร( กทม.) เปิดเผยว่า พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. รวมถึงนายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯกทม. และนายวัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม. ที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องการจัดระเบียบหาบเร่ ติดภารกิจการเดินทางไปราชการที่ต่างประเทศ คาดว่า จะกลับมาในสัปดาห์หน้า ซึ่งตนจะเตรียมนำเรื่องนี้ไปหารือกับผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้องก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร จะสามารถรับข้อเสนอของกลุ่มผู้ค้าได้หรือไม่ คาดว่า น่าจะทันกำหนดที่ต้องแจ้งให้กระทรวงมหาดไทย ทราบภายในวันที่ 22 พ.ย.นี้ กทม.ยืนยันว่าการจัดระเบียบหาบเร่ เป็นนโยบายเพื่อคืนสิทธิทางเท้า เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ทำให้ประชาชนสามารถใช้ทางเท้าได้อย่างสะดวก ซึ่งการยกเลิกจุดผ่อนผันหลายจุดทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและประชาชนมีความพึงพอใจ




+++ตำรวจ สน.ธรรมศาลา คุมตัวดาบตำรวจศิริมงคล กองสุข ผู้บังคับหมู่งานจราจร สน.ธรรมศาลา ผู้ต้องหาก่อเหตุยิง นายเกรียงศักดิ์ ศรทอง ลูกจ้างร้านหมูกระทะเสียชีวิต เมื่อคืนวันที่ 12 พฤศจิกายน ออกจากห้องควบคุมตัว นำไปฝากขังศาลจังหวัดตลิ่งชันในข้อหาฆ่าผู้อื่นและพกพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร  โดยพนักงานสอบสวน ได้คัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเป็นคดีอุกฉกรรจ์



+++ขณะที่ดาบตำรวจศิริมงคล มีท่าทีเคร่งเครียด  ใส่หน้ากากอนามัย สวมแว่นดำตลอดเวลา และไม่ให้สัมภาษณ์ มีรายงานว่า เมื่อคืนนี้ พนักงานสอบสวน ได้สอบปากคำผู้ต้องหาเสร็จตั้งแต่ช่วงค่ำ




+++ทำเนียบขาว ออกแถลงการณ์ เรื่องนางมิรา ริคาร์เดล ไม่ได้ดำรงตำแหน่งรองที่ปรึกษาด้านความมั่นคงประจำทำเนียบขาว อีกต่อไป  แต่เธอจะยังคงปฏิบัติงานสนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ต่อไปด้วยหน้าที่อื่นภายในคณะรัฐบาล โดยยังไม่มีการระบุว่าใครจะมารับตำแหน่งแทนนางริคาร์เดล



+++ทั้งนี้ การพ้นจากตำแหน่งของนางริคาร์เดลเกิดขึ้นเพียงวันเดียว หลังสำนักงานเลขานุการของสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง คือนางเมลาเนีย ทรัมป์ ออกแถลงการณ์ว่าสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง มีจุดยืนอย่างหนักแน่น ว่านางริคาร์เดล ไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการปฏิบัติหน้าที่ในทำเนียบขาวอีกต่อไป แม้เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งมีบทบาท ต่อการตัดสินใจของผู้นำสหรัฐในบางเรื่อง แต่เป็นความเคลื่อนไหวซึ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่จะมีการแสดงออกอย่างเปิดเผยเช่นนี้



+++มีรายงานว่า นางริคาร์เดล เป็นผู้ประสานงานและจัดการภารกิจในการเดินสายเยือนแอฟริกาให้กับสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เมื่อเดือนต.ค. และทั้งคู่ มีความขัดแย้งกัน  โดยเดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า นางเมลาเนียเชื่อว่า นางริคาร์เดล อยู่เบื้องหลัง การสร้างข่าวเชิงลบ ต่อเธอและทีมงาน นอกจากนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับบทสัมภาษณ์พิเศษของนางเมลาเนียกับสถานีโทรทัศน์เอบีซีของสหรัฐฯ ซึ่งติดตามเธอไปที่แอฟริกาด้วย นางเมลาเนีย กล่าวในตอนหนึ่งว่ามีบางคนรอบตัวสามีที่เธอรู้สึกไม่น่าไว้วางใจ เมื่อผู้ดำเนินรายการถามถึงวิธีจัดการ นางเมลาเนีย ตอบว่าเธอบอกให้ผู้นำสหรัฐฯ ทราบ และ บางคนก็ไม่ได้ทำงานที่ทำเนียบขาวแล้ว



+++กรณีที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ผู้นำสหรัฐฯ ทวีตข้อความล้อเลียนประธานาธิบดี เอ็มมานูแอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส เกี่ยวกับการที่ผู้นำฝรั่งเศสเรียกร้องให้ต่อต้านแนวคิดชาตินิยม ในระหว่างงานครบรอบ 100 ปีของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยประธานาธิบดี ทรัมป์ทวีตข้อความติดต่อกันหลายข้อความล้อเลียนเรื่องคะแนนนิยม แผนการจัดตั้งกองทัพยุโรป ภาษีไวน์ และแนวคิดชาตินิยม 



+++นายเบนจามิน กรีโว โฆษกคณะรัฐมนตรีฝรั่งเศส ตอบโต้ว่าทวีตของประธานาธิบดีทรัมป์ แสดงให้เห็นถึงความไม่มีมารยาท เพราะสิ่งที่ผู้นำฝรั่งเศสกล่าวคือความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากสงครามโลกครั้งที่ 1



+++ประธานาธิบดีมาครง กล่าวว่า ฝรั่งเศสและสหรัฐฯเป็นพันธมิตรเก่าแก่กันมานาน ควรปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพให้เกียรติกัน ฝรั่งเศสเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ไม่ใช่ประเทศเมืองขึ้น



+++การจัดงานรำลึกวันครบรอบ 100 ปีการยุติสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่สุสานทหารนิรนามใกล้ประตูชัย ในกรุงปารีส ฝรั่งเศส มีผู้นำจาก 70 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม พิธีครั้งนี้ใช้เวลา 90 นาที นายมาครง ในฐานะเจ้าภาพกล่าวสุนทรพจน์ 20 นาที เรียกร้องให้ผู้นำโลกต่อสู้เพื่อสันติภาพ เรียนรู้บทเรียนจากอดีต ขอให้ปฏิเสธลัทธิชาตินิยม ซึ่งเป็นการทรยศต่อความรักชาติ เขายังระบุว่า การยึดถือประโยชน์ของตนเองเป็นอันดับแรก โดยไม่ใส่ใจผู้อื่นเป็นการเหยียบย่ำคุณค่าทางศีลธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดของชาติ ขณะที่นายทรัมป์ ชูนโยบายชาตินิยม อเมริกาต้องมาก่อน นั่งฟังด้วยสีหน้าเย็นชา



แฟ้มภาพ 



 



 



 



 



 



 



 



 




 

ข่าวทั้งหมด