แพทย์เผยวัยทำงานเสี่ยง'โรคหลอดเลือดสมอง'มากขึ้น! คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็ง

18 กันยายน 2561, 13:06น.

A PHP Error was encountered

Severity: Notice

Message: Undefined offset: 75

Filename: news/detail.php

Line Number: 401


          เราเคยได้ยินเรื่องอันตรายของโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน และมองว่าเป็นโรคหนึ่งที่น่ากลัว แต่ก็ยังเพิกเฉยไม่ดูแลตัวเอง แต่รู้หรือไม่ อันตรายจากโรคนี้ร้ายแรงกว่าที่คิด วันหนึ่งอาจเป็นเรา ที่นั่งทำงานอยู่ดีๆ เกิดอาการแขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยวหน้าเบี้ยว หรือปวดศีรษะอย่างรุนแรง ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ขึ้นมากะทันหัน ทั้งที่ก่อนหน้าอาการก็ยังดีๆอยู่ ในอดีตโรคนี้มักเกิดในผู้สูงอายุ แต่ในปัจจุบันกลับพบในคนวัยทำงานยุคใหม่เพิ่มขึ้น เพราะโรคหลอดเลือดสมองอุดตันไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่เลือกเพศหรือเลือกวัย ทุกคนมีความเสี่ยง !!




          นพ.ชาญพงค์ ตังคณะกุล ผู้อำนวยการศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ เปิดเผยว่า โรคหลอดเลือดสมอง เป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตประชากรไทยเป็นอันดับสองรองจากโรคมะเร็ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะประชากรที่อายุต่ำกว่า 60 ปีเยอะขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ใช่โรคของคนแก่ แต่เป็นโรคที่คนวัยทำงานซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัวสามารถเป็นได้ โรคหลอดเลือดสมองเกิดได้จาก  3 สาเหตุหลักๆ 




1. หลอดเลือดในสมองตีบ (Atherosclerosis) เกิดจากลิ่มเลือดก่อตัวขึ้นจากผนังหลอดเลือดสมองสมองที่มีคราบไขมันเกาะจนแข็ง ทำให้หลอดเลือดสมองตีบแคบลงจนอุดตัน ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ อายุ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในโลหิตสูง สูบบุหรี่ แอลกอฮอล์ หรือโรคที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภายในหลอดเลือด โรคอ้วน เพราะคนอ้วนจะสัมพันธ์กับการนอนกรนหรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ทำให้มีโอกาสเกิดภาวะหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ

2. หลอดเลือดในสมองอุดตัน (embolic) เกิดจากลิ่มเลือดที่ก่อตัวในเส้นเลือดนอกสมอง เช่น ที่หัวใจ ลอยตามกระแสเลือดไปอุดตันที่หลอดเลือดเล็กๆ ในสมอง ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคของลิ้นหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือภาวะหัวใจโต สาเหตุอื่นๆ ที่พบในวัยรุ่น เช่น  กีฬาหรืออุบัติเหตุที่มีการบิดหรือสะบัดคอแรงๆ อาจทำให้หลอดเลือดที่คอฉีกขาดได้ อาทิ บันจี้จั๊มพ์ หรือกีฬาเอ็กซ์ตรีม ซึ่งพบได้มากขึ้นในคนไข้กลุ่มวัยรุ่น มักมีอาการปวดคอมาก อ่อนแรงครึ่งซีก หรือช่วงน้ำท่วมมีอาสาสมัครช่วยแบกกระสอบที่คอแล้วอ่อนแรงไปซีกหนึ่ง เป็นต้น  นอกจากนี้อาการของหลอดเลือดสมองยังมีหลอดเลือดดำอุดตันด้วย เช่น กลุ่มที่รับประทานยาคุมกำเนิดหลังคลอด ซึ่งจะมาด้วยอาการชักคล้ายหลอดเลือดแดงอุดตัน

3. เลือดออกในสมอง (Hemorrhagic) เกิดจากเลือดออกภายในสมอง ซึ่งเลือดที่ไหลออกมาทำให้เกิดแรงกดเบียดต่อเนื้อสมอง และทำลายเนื้อสมอง  ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ภาวะความดันโลหิตสูง 




วิธีการสังเกตตัวเองว่ามีความเสี่ยง คือ อาการ FAST ของตนเองหรือคนใกล้ชิด 

F คือ Face Dropping ปากเบี้ยว หน้าเบี้ยว มุมปากตก

A คือ Arm Weakness ยกมือแล้วกำไม่ได้หรือแขนขาอ่อนแรง 

S คือ Speech Difficulty พูดไม่ชัด พูดลำบาก

T คือ Time To Call โทร.แจ้งนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด 




          นอกจากนี้ควรเพิ่มสิ่งที่ต้องสังเกต เช่น การเดินเซ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะอย่างรุนแรงกะทันหันเข้าไปด้วย ทุกคนควรให้ความใส่ใจอาการเหล่านี้และรีบมาโรงพยาบาล เพราะถ้ารักษาเร็วช่วยลดความเสียหายของเนื้อสมอง เพราะทุกๆ 1 นาที จะมีเซลล์สมองตายประมาณ 1 ล้านเซลล์ ดังนั้น ทุกวินาทีที่ผ่านไป เซลล์สมองจะเสียหายมากขึ้น หากได้รับการรักษาที่รวดเร็ว จะช่วยลดความเสียหายของเนื้อสมอง มาตรฐานเวลาที่สำคัญในการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดและลดเสี่ยงอัมพาตได้นั้น ต้องพบแพทย์ภายใน 4.5 ชั่วโมงหลังจากพบอาการ




          โรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่คนทุกวัยควรระวัง แม้อายุยังน้อยแต่ก็มีความเสี่ยงได้เช่นกัน ที่สำคัญสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ หากมีอาการเวียนศีรษะซ้ำๆ การดูแลรักษาสุขภาพและตรวจหาความเสี่ยงแต่เนิ่นๆ ยังเป็นสิ่งที่คนไทยควรให้ความสำคัญ การตรวจร่างกายประจำปี รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินมาตรฐาน คนที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือมีอาการน่าสงสัย สามารถทำอัลตราซาวนด์หลอดเลือดที่คอ เพื่อตรวจดูว่ามีคราบไขมันเกาะอยู่ หรือมีหลอดเลือดตีบหรือไม่ รวมถึง ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือมีคนในครอบครัวเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต ควรตรวจหาปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง เพื่อป้องกันก่อนสายเกินแก้




ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ 1719
ข่าวทั้งหมด