รมต.กต.ชี้เขมรเลือกแนวทาง'UNCLOS' ไม่คุยทวิภาคีก่อนถือว่า'ปิดประตูเจรจา'เรื่องอื่นด้วย

03 มิถุนายน 2569, 15:59น.


          นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เดินทางถึง กรุงปารีส ฝรั่งเศส เพื่อเข้าร่วมการประชุม OECD Ministerial Council Meeting 2026 (MCM) หรือการประชุมคณะมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาระดับรัฐมนตรี  ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พลเอก ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ยื่นหนังสือถึงไทย และเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ( UNCLOS ) แล้วว่า  ตามที่ฝ่ายกัมพูชาได้แถลงว่า จะเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับกับประเทศไทย เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ซึ่งที่จริงแล้ว เรื่องดังกล่าว ฝ่ายไทยยังเห็นว่า การตัดสินใจของกัมพูชาเป็นการตัดสินใจที่ไม่ได้ช่วยในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง และการนำเสนอหลายอย่างของฝ่ายกัมพูชา ผ่านถ้อยแถลงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง   ซึ่ง เหตุผลที่ฝ่ายไทยยกเลิก MOU2544 เพราะไม่มีความคืบหน้าภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวมานานกว่า 20 ปี เจตนาของไทยที่ให้มีการยกเลิก MOU2544 ก็เพื่อให้มีการเริ่มต้นการเจรจาในเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ในลักษณะของการเริ่มต้นกันใหม่ ซึ่งเป็นเจตนาที่แท้จริงของฝ่ายไทย



           ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา กลับพูดว่า ฝ่ายไทยยกเลิก เพราะตั้งใจที่จะไม่ทำตามพันธะกรณี ซึ่งไม่ใช่ แต่ต้องยอมรับความจริงว่า MOU2544 ไม่ได้มีความคืบหน้า ซึ่งคิดว่า เมื่อทั้ง 2 ประเทศเข้าเป็นภาคี UNCLOS แล้ว ก็น่าจะเจรจากันภายใต้กระบวนการ UNCLOS และควรให้โอกาสในการเจรจาระดับทวิภาคีก่อน แต่ถ้ามันไปไม่ได้ อาจจะตกลงกันว่า จะไปสู่กลไกต่าง ๆ ซึ่งมีตั้งแต่การประนีประนอมโดยสมัครใจที่เราสามารถพูดคุยกันได้ หรือมีการตั้งคณะประนอมขึ้นมาพูดคุยกันก็เป็นอีกขั้นหนึ่ง หรือจะไปสู่กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับก็ได้ แต่ทั้งนี้เราควรให้โอกาส สำหรับการเจรจาระหว่างกันก่อน ทำไมไม่ลองให้มีการเจรจากันเสียก่อน ถ้าลอง อาจจะบรรลุข้อตกลงได้เร็วกว่านี้ก็ได้ ดังนั้นเจตนาของฝ่ายกัมพูชาจึงเป็นที่สงสัย ที่คงต้องการกำหนดเงื่อนไขของเขา และการสร้างความได้เปรียบให้กับฝ่ายกัมพูชา



            สิ่งที่อยากจะบอกคือ มันไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหา ในเมื่อตัดสินใจไปในเส้นทางนี้ ฝ่ายกัมพูชาก็ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของเขาด้วย เพราะขณะที่เขาจะไม่เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยกันเลย ในเรื่องเขตแดนทางทะเล แต่อยากให้มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ อยากให้มีการพูดคุยเรื่องความมั่นคงชายแดน รวมไปถึงเรื่องเขตแดนทางบกอะไรต่าง ๆ   /“ถ้าจริงใจต่อกัน ก็ควรพร้อมที่จะริเริ่มการพูดคุยสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่ฝ่ายกัมพูชาเริ่มอย่างนี้ก่อน ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลกระทบต่อการพูดคุยในแง่ของการฟื้นฟูความสัมพันธ์ การพูดคุยเรื่องความมั่นคงชายแดน และการเริ่มต้นที่จะพูดคุยเรื่องเขตแดนเป็นต้น สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาตัดสินใจทำ สวนทางกับสิ่งที่กัมพูชาพยายามเรียกร้องกับไทย



            อย่างไรก็ตาม  ฝ่ายไทยพร้อมอยู่แล้ว เพราะคาดการณ์อยู่แล้วว่า จะต้องมาในเส้นทางนี้ และได้เตรียมการมาสักพักหนึ่งแล้วว่าถ้าเขามาทางนี้ เราจะดำเนินการอย่างไร



            ในวันที่3 มิ.ย.69นอกจากจะร่วมการประชุม OECD แล้ว ยังจะได้ไปคุยกับที่ปรึกษากฎหมายชาวฝรั่งเศสของไทยว่า เราจะต้องเตรียมการอย่างไร และแนวโน้มจะเป็นอย่างไร  ขณะนี้ถือว่า เขาปิดประตูแล้วหลายอย่าง ทั้งสำหรับการพูดคุยในเรื่องเขตแดนทางทะเล การไปสู่กลไกประนอมภาคบังคับ ฝ่ายไทยก็พร้อม ไม่ได้หวั่นไหวอะไร แต่เขาก็ปิดประตูสำหรับการพูดคุยในเรื่องอื่น ๆ ที่เขาประสงค์ให้มีความคืบหน้า รู้สึกว่ามันเป็นการตัดสินใจของเขา เขาต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้น



            โดย ช่วงที่ ผมเดินทางไปประชุมสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้หารือกับนายปรัก สุคน รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศกัมพูชา ก็ได้บอกว่า ทำไมเราไม่ลองให้มีการพูดคุยกันเสียก่อน ถ้าไม่ได้จริงค่อยไปใช้กลไกอื่น ๆ และเมื่อมีการพูดคุย เราก็สามารถพูดคุยในเรื่องอื่นได้ เช่นเดียวกันกับเรื่องอื่นๆ ที่กัมพูชาให้ความสำคัญด้วย แต่เส้นทางนี้คือ การปิดประตู ซึ่งเมื่อพูดถึงสันติวิธี การพูดคุยคือ สันติวิธีที่ดีที่สุด แต่เมื่อเขามาทางนี้ก็เท่ากับว่า เขาปิดประตูที่จะพูดคุยเรื่องอื่น เรื่องความจริงใจ ความพยายามที่จะร่วมมือกัน มันไม่ได้เป็นไปอย่างที่เขาพูดเลย



            กัมพูชาอยากให้มีการประชุมJBC เพราะเรามีความขัดแย้ง และมีการปะทะกัน ก็ต้องมาพูดคุยกัน มันไม่ใช่แค่การปักปันเขตแดน ที่จะมาใช้กลไก JBC แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงชายแดน ถ้าพูดว่า เราละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งแถลงการณ์ร่วมนั้นระบุว่า ให้ทั้ง 2 ฝ่าย ตรึงกำลังไว้ในวันหยุดยิง ซึ่งเรายังตรึงกำลังไว้ที่เดิม ของพวกนี้มันไม่ได้มาด้วยการเรียกร้องสิทธิ์ แต่มันต้องแก้ไขปัญหาด้วยการพูดคุยกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะของพวกนี้มีที่มาที่ไป มันไม่ใช่เรื่องปักปันเขตแดนแน่นอน แต่เป็นเรื่องความมั่นคงชายแดน การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ



              นี่เป็นท่าทีของไทย เรามองด้วยความเป็นจริง และก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะมาเล่นเกมอะไรกับกัมพูชา แต่เข้าใจว่า ฝ่ายกัมพูชาต่างหากที่มองเรื่องนี้เป็นเกม ที่จะต้องมีผู้แพ้ ผู้ชนะ หรือทำเพื่อกระแสภายในประเทศ เราก็ไม่รู้ โดยท่าทีของไทยคือ เราแสดงความคาดหวังที่จะมองไปในอนาคต ซึ่งการเดินไปข้างหน้าไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องใช้ความพยายาม และต้องสร้างบรรยากาศที่ดี มีความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่เราจะใช้เดินหน้าการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา



           ความจริงแล้ว เขาควรจะบอกเราโดยตรงก็ได้ แล้วมาพูดคุยกันว่า ภายใต้กลไกแต่ละคนจะทำอะไรกันบ้าง แต่เขากลับออกมาประกาศต่อชาวโลก ต่อคณะทูต สร้างความได้เปรียบอะไรต่าง ๆ ให้เห็นว่าเขาเป็นฝ่ายที่มีความชอบธรรม เป็นฝ่ายรุกก่อน เกมแบบนี้เป็นเกมของฝ่ายกัมพูชามาโดยตลอด ซึ่งส่วนหนึ่งก็พูดว่าอยากจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ อีกส่วนหนึ่งก็พยายามดำเนินการในเวทีระหว่างประเทศแบบไม่จบเสียที ต้องถามว่า เมื่อไหร่เราจะจบสิ่งเหล่านี้ เมื่อไหร่เราจะเลิกเล่นเกมเสียที แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนไทยเองก็เข้าใจว่า ยังคงไม่เกิดขึ้นได้ในทันที ถ้าเขามีความตั้งใจ มันก็ต้องไม่ใช่ด้วยวิธีการอย่างที่เขาทำอยู่ในเวลานี้ ซึ่งกัมพูชาอ้างว่าสันติวิธีดีที่สุดแล้ว ตนก็สงสัยในเจตนาของฝ่ายกัมพูชา



           'ถ้าเขาไปทางนี้เราก็เต็มที่ ขอให้เชื่อมั่นในรัฐบาล และการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศว่าเราพร้อม เรามั่นใจว่า ถ้าเขามาทางนี้ เราก็มั่นใจในสิ่งที่เราจะนำเสนอ และมั่นใจในความสามารถที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทย'



            ล่าสุดรมว.กต.ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทย เร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิม 1 วัน โดยจะเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันที่ 5 มิถุนายน เพื่อจะชี้แจงกับคณะทูตต่างประเทศในไทย และจะมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการต่อ



 



#ไทยกัมพูชา



#สีหศักดิ์

ข่าวทั้งหมด

X