สถานการณ์โรคไวรัสอีโบลา พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคอีโบลาไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีการระบาดในทวีปแอฟริกามาอย่างต่อเนื่อง โดยพบการระบาดหลายระลอกตั้งแต่ปี 2557, 2559 และ 2565 โดยข้อมูล ณ วันที่ 17 พ.ค. มีผู้ป่วยสงสัยกว่า 250 ราย และมีผู้เสียชีวิตที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับโรคแล้วราว 160 ราย ทำให้ทั่วโลกต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยสงสัยหรือผู้ป่วยยืนยันโรคอีโบลาในปี 2569
ในส่วนของประเทศไทย นพ.โรม บัวทอง รักษาการนายแพทย์ทรงคุณวุฒิ และผู้อำนวยการกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค กล่าวว่า หลังประกาศเขตติดโรค ผู้เดินทางทุกคนจาก คองโก และยูกันดา ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ ต้องเข้ารับการคัดกรองที่ด่านควบคุมโรคเมื่อเดินทางเข้าประเทศไทย เมื่อวันที่ 21 พ.ค. มีผู้เดินทางจาก 2 ประเทศรวม 5 คน แบ่งเป็นจากยูกันดา 4 คน และคองโก 1 คน โดยปลายทางอยู่ในกรุงเทพมหานครทั้งหมด และเจ้าหน้าที่ได้ส่งข้อมูลให้สำนักงานสาธารณสุขติดตามอาการครบ 21 วันแล้ว ย้อนหลัง 21 วันที่ผ่านมา มีผู้เดินทางจาก 2 ประเทศรวม 126 คน ส่วนใหญ่เข้าทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และมีประมาณ 6-7 คนต่อวัน ถือว่าเป็นจำนวนที่ไทยยังสามารถบริหารจัดการได้
กรณีสายพันธุ์ที่กำลังระบาดยังไม่มียาและวัคซีน ประเทศไทยมีการเตรียมพร้อมอย่างไร พญ.จุไร กล่าวว่า ยาและวัคซีนที่มีอยู่ปัจจุบันใช้กับสายพันธุ์ซาอีร์ ไม่ใช่สายพันธุ์บุนดิบูเกียวที่กำลังระบาด
ดังนั้นไทยยังไม่มียาหรือวัคซีนสำหรับสายพันธุ์ดังกล่าว แต่โดยทั่วไปผู้ป่วยอีโบลาจะมีอาการรุนแรงจนไม่สามารถเดินทางได้ง่าย อีกทั้งมีการคัดกรองตั้งแต่ต้นทางโดยสายการบินอยู่แล้ว
ส่วนหากผู้เดินทางไม่ได้บินตรงจาก 2 ประเทศเสี่ยง แต่แวะประเทศอื่นก่อนเข้าประเทศไทย จะสามารถหลุดจากระบบคัดกรองหรือไม่ นพ.โรม กล่าวว่า เป็นข้อจำกัดที่ยอมรับได้ว่าอาจมีบางกรณีหลุดจากระบบ หากเป็นการซื้อตั๋วคนละบุ๊กกิ้ง (Booking) และพักในประเทศที่ 3 ก่อนเดินทางเข้าไทย แต่ไทยได้ขอความร่วมมือสายการบินและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ช่วยตรวจสอบประวัติการเดินทาง รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงแจ้งข้อมูลกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า หากมีผู้ติดเชื้อเดินทางเข้ามาแล้วเกิดการแพร่ระบาด สายการบินต้องรับผิดชอบหรือไม่ นพ.โรม กล่าวว่า หากสายการบินทราบข้อมูลความเสี่ยงหรืออาการป่วยของผู้โดยสารแล้ว แต่ยังอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศจนเกิดการระบาด สายการบินต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการควบคุมโรคทั้งหมด แต่หากเป็นเหตุสุดวิสัย อาจต้องพิจารณารายละเอียดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง
อัตราการแพร่เชื้อเฉลี่ยของอีโบลาอยู่ที่ประมาณ 1.95 หมายความว่าสามารถระบาดได้ แต่ต้องอาศัยการสัมผัสใกล้ชิด โดยปัจจุบันมีอีโบลา 6 สายพันธุ์ และมี 4 สายพันธุ์ที่ก่อโรคในมนุษย์ สายพันธุ์ที่ระบาดต่อเนื่องก่อนหน้านี้คือ “ซาอีร์” ซึ่งมียาและวัคซีนแล้ว แต่สายพันธุ์ “บุนดิบูเกียว” ที่กำลังระบาดยังไม่มียาหรือวัคซีน คาดว่าการพัฒนาวัคซีนอาจใช้เวลาอย่างน้อย 3-9 เดือน ทั้งนี้ ระยะฟักตัวของโรคอยู่ที่ 2-21 วัน อาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย อาเจียน และท้องเสีย ก่อนพัฒนาไปสู่อาการรุนแรง เช่น ภาวะเลือดออกผิดปกติ โดยอัตราเสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 40-80 %
#อีโบลา
ข่าวทั้งหมด