นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ว่าตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการยื่นหลักฐาน ซึ่งทั้งสองฝ่ายประกอบด้วย ผู้ร้องคือผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้ถูกร้องคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ขอขยายเวลายื่นหลักฐาน ซึ่งศาลได้อนุญาตให้ขยายเวลาไปแล้ว 15 วัน
ทั้งนี้ ที่ประชุมองค์คณะตุลาการและตกลงกันว่า ควรจะอนุญาตให้ขยายเวลาได้ไม่เกิน 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15 วัน อย่างไรก็ตามต้องขอดูเหตุผลของการขอขยายเวลาด้วย ซึ่งขณะนี้ยังเป็นไปตามกระบวนการ หลังจากคู่ความทั้ง 2 ได้ยื่นหลักฐานมาครบถ้วนแล้ว จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมขององค์คณะตุลาการ ว่าพยานของทั้งสองฝ่ายมีความซ้ำซ้อนกันหรือไม่ หรือต้องให้พยานที่เสนอชื่อมาได้ชี้แจงด้วยตนเองหรือไม่ เพราะบางประเด็นอาจต้องให้พยานชี้แจงเอง ขณะที่บางประเด็นที่ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร หากยังมีความไม่ชัดเจนก็อาจต้องเรียกมาไต่สวน
สำหรับกรณีที่มีการคาดเดาผลการลงมติว่าอาจจะเป็น 5 ต่อ 4 หรืออาจค้านสายตาประชาชนที่ไม่เชื่อมั่นในบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง นายนครินทร์ กล่าวว่า ทุกคนมีอิสระ คืออิสระของตุลาการแต่ละคน และอิสระขององค์คณะ เราที่ยืนอยู่ 5 คนนี้ก็ถือว่ามีอิสระด้วยกันทั้งหมด ส่วนจะใช้บรรทัดฐานของการพิจารณาคดีเลือกตั้งเป็นโมฆะเนื่องจากการหันคูหาผิดด้านมาพิจารณาด้วยหรือไม่นั้น เป็นคนละกรณีกัน แต่ยอมรับว่าอาจต้องเอาเรื่องเก่ากลับมาดูด้วย แต่เป็นคนละกรณีกัน
นายนครินทร์ กล่าวว่า ไม่มีอะไรกังวลเกี่ยวกับคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง และยังอยู่ในกรอบของเวลา เพราะคดีที่เคยใช้เวลาพิจารณาคดีนานที่สุดคือ 11 เดือน และไม่ควรจะเกินกว่านี้
ส่วนข้อสงสัยว่า ความเป็นลับของการเลือกตั้ง ที่มีความลับเฉพาะหน้า และลับแบบสืบค้น แตกต่างกันอย่างไรนั้น นายนครินทร์ กล่าวว่า ขอไปพูดคุยกันภายในองค์คณะ และขอดูหลักฐานของทั้งสองฝ่ายด้วย ความจริงทั้ง 2 ฝ่าย ก็ควรจะยื่นมาทั้งพยานและหลักฐาน รวมถึงวิธีการได้มาซึ่งหลักฐานด้วย แล้วจึงจะสามารถนำมาอภิปรายร่วมกันอีกครั้ง
ส่วนรัฐบาลก็ดำเนินการต่อไปได้ เพราะเป็นคนละขอบเขตอำนาจกัน องค์กรตุลาการมีหน้าที่วินิจฉัยคดีความหรือข้อขัดแย้ง ข้อพิพาท ส่วนฝ่ายบริหารก็ต้องทำงานไปเป็นปกติอยู่แล้ว เหมือนกับฝ่ายบริหารของทุกประเทศที่ทำงานตามปกติเป็นรายวันอยู่แล้ว แต่ศาลไม่ใช่องค์กรที่ทำงานรายวัน ศาลทำงานเรื่องคดี
#ศาลรัฐธรรมนูญ
#บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง
ข่าวทั้งหมด