สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ ข้อสังเกตเรื่องต้นทุนทางการเงินของนโยบายและที่มาของเงิน:วิเคราะห์จากเอกสารที่พรรคการเมืองยื่นเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2569 โดยมี ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอดูแลภาพรวม และนักวิจัยจากทีดีอาร์ไอร่วมวิเคราะห์
ทั้งนี้ ทีดีอาร์ไอได้เลือกข้อมูลของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ที่มีโอกาสได้เสียงของ สส.มากพอเป็นฝ่ายบริหารจาก 51 พรรคการเมืองที่นำเสนอข้อมูลต่อ กกต.มาวิเคราะห์ ประกอบด้วย พรรคประชาชน (ปชน.), พรรคเพื่อไทย (พท.), พรรคภูมิใจไทย (ภท.), พรรคกล้าธรรม (กธ.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งพรรคการเมืองใหญ่ 5 พรรคนี้เสนอนโยบายใช้วงเงินระหว่าง 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี ดังนี้ ปชน. 741,835 ล้านบาท/ปี, ปชป. 531,050 ล้านบาท/ปี, กธ. 440,558 ล้านบาท/ปี, พท. 243,300 ล้านบาท/ปี และ ภท. 148,326 ล้านบาท/ปี ซึ่งหากประมาณการของพรรคการเมืองถูกต้อง วงเงินดังกล่าวจะยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของประเทศ 5 ปีย้อนหลัง ประมาณ 7.6 แสนล้านบาทต่อปี
ทีดีอาร์ไอยังมีข้อสังเกตต่อนโยบายของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ในภาพรวม 4 ประการดังนี้ คือ
1.แม้วงเงินที่ 5 พรรคการเมืองใหญ่จะใช้ในการดำเนินนโยบายอยู่ในระดับประมาณ 1.5-7.4 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งยังไม่เกินค่าเฉลี่ยของงบลงทุนของไทย 5 ปีย้อนหลังก็ตาม แต่ในความเป็นจริงวงเงินที่ใช้อาจสูงกว่าที่คาดการณ์มากด้วยสาเหตุดังนี้ คือ ความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเกิดรัฐบาลผสมหลังการเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลายพยายามผลักดันนโยบายของตนสู่การปฏิบัติ มีผลทำให้วงเงินในการดำเนินนโยบายสูงกว่าวงเงินของแต่ละพรรค หลายพรรคการเมืองได้ประมาณการต้นทุนในการดำเนินนโยบายไว้ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ในขณะที่บางพรรคการเมืองมีนโยบายที่ประกาศต่อสาธารณชน แต่ไม่ได้นำเสนอต่อ กกต. จึงไม่ได้รวมอยู่ในต้นทุนที่ประมาณการ
2.นโยบายจำนวนมากของหลายพรรคการเมือง ยังคงเน้นการใช้เงินช่วยเหลือประชาชนในลักษณะประชานิยมที่ออกแบบมาอย่างผิวเผิน ไม่มีการศึกษาความเป็นไปได้ที่เหมาะสม และไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง ซึ่งแตกต่างจากการใช้เงินเพื่อสร้างสวัสดิการสังคมที่มีการออกแบบอย่างรอบคอบ
3.พรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อนโยบายการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ การพัฒนาทักษะแรงงานหรือการปฏิรูปภาครัฐ และ
4.หลายพรรคการเมืองมีนโยบายที่นอกจากสร้างภาระทางการคลังในระดับสูงแล้ว ยังทำลายกลไกตลาด เช่น นโยบายแก้หนี้โดยไม่ระมัดระวัง ตลอดจนนโยบายประกันกำไรหรือประกันรายได้ของเกษตรกร ซึ่งล้วนทำให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงเกินตัวโดยไม่ต้องรับผิดชอบ
ทีดีอาร์ไอยังได้เสนอแนะต่อ กกต.ในเรื่องการนำเสนอนโยบายว่า กกต.ควรปรับปรุงแนวทางในการกำหนดให้พรรคการเมืองส่งข้อมูลด้านนโยบายที่ใช้หาเสียงเลือกตั้ง ดังนี้ ประการแรก ควรให้พรรคการเมืองระบุวิธีคำนวณงบประมาณที่ใช้แต่ละด้านมา โดยมีรายละเอียดเพียงพอ ประการที่สอง ให้พรรคการเมืองระบุว่างบประมาณในภาพรวมจะมาจากแหล่งใดในสัดส่วนเท่าไร และประการที่สาม ให้พรรคการเมืองส่งข้อมูลมาอย่างน้อย 30 วันก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้ กกต.มีเวลาตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูล และเปิดเผยต่อประชาชนได้อย่างน้อย 15 วันก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดการถกอภิปรายสาธารณะอย่างมีความหมาย
#TDRI
#นโยบายพรรคการเมือง
#เลือกตั้ง69
ข่าวทั้งหมด