สสส. ระดมภาคีเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่น “เพื่อนช่วยเพื่อน” เดินหน้าฟื้นฟูและเยียวยาผู้ประสบภัยหลังน้ำลด ทั้งดูแลสุขภาพกาย–ใจ สนับสนุนครัวกลางและการแจกจ่ายถุงยังชีพ ซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและพื้นที่สาธารณะ

29 พฤศจิกายน 2568, 15:09น.


      สสส. ระดมภาคีเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่น “เพื่อนช่วยเพื่อน” เดินหน้าฟื้นฟูและเยียวยาผู้ประสบภัยหลังน้ำลด ทั้งดูแลสุขภาพกาย–ใจ สนับสนุนครัวกลางและการแจกจ่ายถุงยังชีพ ซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและพื้นที่สาธารณะ พร้อมตั้งกองทุนช่วยเหลือระยะยาว และเปิดเพจ “สุขภาวะชุมชน” เป็นช่องทางแจ้งเหตุ รับฟังปัญหา และขอความช่วยเหลือโดยตรง

      นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยใน 10 จังหวัดภาคใต้ที่ส่งผลกระทบอย่างหนัก สสส. และภาคีเครือข่ายขอส่งกำลังใจถึงพี่น้องชาวใต้ พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการช่วยเหลือและการเยียวยาหลังน้ำลดอย่างเต็มกำลัง โดยทำงานประสานกับเครือข่ายในพื้นที่ หน่วยงานรัฐ อาสาสมัคร และองค์กรช่วยเหลือต่าง ๆ ทั้งศูนย์จัดการภัยพิบัติ จ.นครศรีธรรมราช ศูนย์อาสาสมัครเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.)ปัตตานี มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) สภากาชาดไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เครือข่ายชุมชนที่ผ่านการอบรม 8 ระบบการจัดการภัยพิบัติ ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นระบบ ทั้งการเฝ้าระวัง การตั้งศูนย์พักพิง เปิดครัวกลาง การสื่อสาร–แจ้งเตือน–อพยพ รวมถึงการระดมทรัพยากรแบบ “เพื่อนช่วยเพื่อน” เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงพื้นที่ที่ต้องการอย่างรวดเร็ว



“ใน จ.สงขลา ภาคีในพื้นที่ยังคงหนุนเสริมการช่วยเหลือและการเยียวยา เช่น ‘ครัวท่าข้ามสู้ภัยน้ำท่วม’ การแจกถุงยังชีพ การจัดตั้งศูนย์พักพิงในพื้นที่เสี่ยงลุ่มต่ำ พร้อมให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยของอาสาสมัครและประชาชน เพื่อป้องกันการสูญเสียและช่วยให้ทุกพื้นที่ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น หากพื้นที่ใดต้องการแจ้งข่าวหรือขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อผ่านเฟซบุ๊ก “สุขภาวะชุมชน” สสส. ขอมอบกำลังใจ และพร้อมสนับสนุนงานช่วยเหลือ–ฟื้นฟู เพื่อให้พี่น้องชาวใต้กลับมามีสุขภาวะที่ดีโดยเร็วที่สุด” นพ.พงศ์เทพ กล่าว





      นายโกเมศร์ ทองบุญชู ผู้ประสานงานเครือข่ายจัดการภัยพิบัติ กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทสำคัญของชุมชนในการจัดการภัยพิบัติ ควบคู่ไปกับการได้รับการหนุนเสริมด้านองค์ความรู้ และเครือข่ายจากหน่วยงานต่าง ๆ หากขาดการเตรียมพร้อม ความเสียหายจะรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน ระบบเตือนภัยต้องมีความน่าเชื่อถือและเข้าถึงประชาชนได้จริง สามารถเสริมสร้างความเข้มแข็งสร้างโครงข่ายความคุ้มครองทางสังคม เพื่อจัดการภัยพิบัติได้ โดยศูนย์จัดการภัยพิบัติจังหวัดนครศรีธรรมราชและเครือข่าย ได้วางระบบจัดการภัยพิบัติ 8 ด้าน 1. อาสาสมัครจัดการภัยพิบัติ 2. ศูนย์จัดการภัยพิบัติตำบล 3. กองทุนจัดการภัยพิบัติ 4. ข้อมูลจัดการภัยพิบัติ 5. แผนการจัดการภัยพิบัติ 6. ระบบสื่อสารเพื่อการจัดการภัยพิบัติ 7. ระบบบัญชาการส่วนหน้า 8. เครือข่ายจัดการภัยพิบัติ



“ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน พื้นที่ อ.ละงู จ.สตูล ซึ่งเป็นพื้นที่เครือข่าย หลายตำบล เช่น ต.ละงู และ ต.น้ำผุด ประสบเหตุน้ำป่าไหลหลากจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่อง มีน้ำท่วมสูงเกือบทั้งตำบล ขณะที่พื้นที่ใกล้เคียงอย่าง อบต.นาทอน อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล ยังไม่ได้รับผลกระทบ แต่ทางเครือข่ายชุมชนไม่นิ่งนอนใจ ใช้ความเข้มแข็งของพื้นที่รอบนอกระดมสรรพกำลังเข้าช่วยเหลือเพื่อนภาคีเครือข่ายทันที โดยอาศัยกลไก ‘เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่’ ที่ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่น คณะผู้บริหาร พนักงาน และพลังจิตอาสาชาวนาทอนร่วมกันเปิด ครัวกลาง ผลิตอาหารปรุงสุกวันละกว่า 1,000 กล่อง เพื่อจัดส่งให้ผู้ประสบภัยในพื้นที่ จ.สตูล ที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความช่วยเหลือไปถึงพี่น้องผู้ประสบภัยโดย สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อพื้นที่หนึ่งอ่อนแรง อีกพื้นที่หนึ่งพร้อมเป็นฐานการจัดการคอยหนุนหลังเครือข่ายไม่ให้ทิ้งกัน” นายโกเมศร์ กล่าว





      นายมานะ ช่วยชู ผู้จัดการศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่ายพื้นที่ภาคใต้ กล่าวว่า การทำงานในพื้นที่มีเป้าหมายเสริมศักยภาพและเตรียมความพร้อมให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการภัยพิบัติได้ โดยร่วมกับศูนย์อาสา ม.อ. วิทยาเขตปัตตานี มีพื้นที่เป้าหมาย 10 ตำบลใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ 1. อบต.บางตาวา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี 2. อบต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี 3. อบต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี 4. อบต.ตะโละดือรามัน อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี 5. อบต.น้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี 6. อบต.สาวอ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส 7. อบต.โฆษิต อ.ตากใบ จ.นราธิวาส 8. อบต.ห้วยกระทิง อ.กรงปินัง จ.ยะลา 9. อบต.บันนังสาเรง อ.เมือง จ.ยะลา 10. ทต.บาลอ อ.รามัน จ.ยะลา



      “ปัจจุบันทั้ง 10 พื้นที่มีการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ ทั้งการจัดตั้งศูนย์พักพิง การทำครัวกลาง การประสานงานกู้ภัย การสื่อสาร และการเตรียมอาสาสมัครและอุปกรณ์เครื่องมือ เพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยทุกพื้นที่ได้นำศักยภาพและองค์ความรู้จากโครงการมาใช้จริง สอดประสานกับการสนับสนุนของภาคี เครือข่าย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ที่เฝ้าระวังระดับน้ำจาก อ.ศรีสาคร อย่างใกล้ชิด และเมื่อระดับน้ำเพิ่มขึ้น ได้แจ้งเตือนให้ชาวบ้านยกของขึ้นสูง เคลื่อนย้ายรถไปยังที่ปลอดภัย เก็บของสำคัญ ป้องกันไฟฟ้าช็อต และเคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางตามขั้นตอนที่กำหนดไว้” นายมานะ กล่าว















 

X