ผลการสืบสวนเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติของนายเบน สมิธ และนายยิม เลียก ชาวกัมพูชา ซึ่งพบการนำเงินผ่านระบบธนาคารและกองทุนต่างประเทศ ก่อนย้อนกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเปิดเผยว่า การสืบสวนพบเส้นทางการเงินที่มีการโอนผ่านบัญชีและกองทุนหลายชั้นในต่างประเทศ เพื่อปกปิดแหล่งที่มาของเงิน ก่อนนำกลับเข้าประเทศไทยในลักษณะเงินลงทุนจากต่างชาติ และเข้าถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากการขยายผล เจ้าหน้าที่พบผู้เกี่ยวข้องในเครือข่ายรวม 7 ราย โดยมีนายเบน สมิธ อายุ 48 ปี เป็นผู้สั่งการหลัก ขณะที่นายยิม เลียก อายุ 40 ปี ทำหน้าที่ควบคุมธนาคารและกองทุนที่ใช้เป็นช่องทางเคลื่อนย้ายเงิน ส่วนบุคคลอื่นมีหน้าที่ถือผลประโยชน์แทน บริหารกองทุน และประสานธุรกรรมทางการเงิน
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในเครือข่ายจำนวน 6 ราย เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ประกอบด้วย นายเบน สมิธ นายยิม เลียก น.ส.แคทรียา น.ส.สุภารัตน์ นายยูจีน และนายไคปิง โดยทั้งหมดอยู่ระหว่างหลบหนีในต่างประเทศ
สำหรับข้อกล่าวหาในคดีนี้ ประกอบด้วย ร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันเป็นอั้งยี่ รวมถึงความผิดเกี่ยวกับการถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการโดยไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ และไม่รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ตามที่กฎหมายกำหนด
ส่วนผู้เกี่ยวข้องรายที่ 7 คือ นายณัฐกร อายุ 40 ปี ซึ่งทำหน้าที่ประสานงานด้านกองทุน ผู้ลงทุน และเอกสาร เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว โดยนายณัฐกรให้การปฏิเสธ
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า นายเบนเคยมีประวัติเกี่ยวข้องกับการเสนอขายหุ้นนอกตลาดแก่นักลงทุนในนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย จนถูกทางการนิวซีแลนด์สั่งห้ามประกอบอาชีพนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นเวลา 7 ปี ต่อมาในปี 2559 นายเบนยังถูกกล่าวหาในคดีหลอกลวงนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทย จนศาลอาญาออกหมายจับ และองค์การตำรวจสากลออกหมายแดง ก่อนที่การสืบสวนครั้งล่าสุดจะพบความเชื่อมโยงกับนายยิม เลียก ผ่านธนาคาร B.I.C. ในประเทศกัมพูชา ซึ่งตำรวจระบุว่าเป็นช่องทางสำคัญในการเคลื่อนย้ายเงินของเครือข่าย
สำหรับรูปแบบการฟอกเงิน เจ้าหน้าที่พบว่าในระยะแรกมีการใช้บัญชีส่วนตัว บัญชีบุคคลในครอบครัว และบัญชีนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับภรรยาของนายเบนรับและโอนเงิน โดยพบความผิดปกติระหว่างรายได้ที่แจ้งไว้กับปริมาณธุรกรรม รวมถึงเส้นทางเงินที่เชื่อมโยงกับการฉ้อโกงออนไลน์
ต่อมาในช่วงปี 2565-2566 เครือข่ายเปลี่ยนมาใช้บัญชีจากประเทศกัมพูชาโอนเงินเข้าสู่ประเทศไทย ก่อนส่งต่อไปยังกองทุนในสิงคโปร์ภายในเวลาไม่กี่วัน กระทั่งช่วงปี 2567-2568 พบการใช้ธนาคาร B.I.C. โอนเงินจำนวนหลายหมื่นล้านบาทไปยังกองทุน CAI ในสิงคโปร์ โดยจัดโครงสร้างธุรกรรมให้มีลักษณะคล้ายการลงทุนตามปกติระหว่างสถาบันการเงินกับกองทุนต่างประเทศ
จากการประสานข้อมูลกับหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของสิงคโปร์ (MAS) เจ้าหน้าที่พบข้อมูลที่ชี้ว่า ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากธุรกรรมดังกล่าวเชื่อมโยงกับเครือข่ายของนายเบนและนายยิม โดยเงินบางส่วนถูกนำกลับเข้ามาถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ตำรวจเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 4 จุด และตรวจยึดเอกสารเกี่ยวกับการลงทุนและธุรกรรมทางการเงินหลายรายการ ทั้งสัญญากู้ยืมเงิน สัญญาซื้อขายหุ้น เอกสารกองทุน 6 แฟ้ม อุปกรณ์เก็บคริปโตเคอร์เรนซีและอุปกรณ์ยืนยันตัวตนรวม 3 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง แท็บเล็ต 1 เครื่อง และแฟลชไดรฟ์ 1 อัน เพื่อนำไปตรวจสอบขยายผล
ด้านการติดตามทรัพย์สิน เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า มีการยึดและอายัดหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงทรัพย์สินประเภทเรือยอชต์ รถยนต์ เงินฝาก และที่ดิน ซึ่งตามรายงานภาพรวมมีมูลค่ากว่า 35,000 ล้านบาท โดยบางส่วนอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่
สำหรับการคืนเงินแก่ผู้เสียหาย ปปง. เตรียมดำเนินการตามมาตรการทางแพ่ง โดยจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อเปิดให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิ ก่อนเสนอศาลแพ่งพิจารณาเฉลี่ยทรัพย์สินคืน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้คดีอาญาถึงที่สุด
ขณะที่ ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบการถือหุ้นบริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI พบความผิดปกติในการออกหุ้นเพิ่มทุนแบบเสนอขายเฉพาะเจาะจง (Private Placement หรือ PP) ให้แก่กองทุนต่างประเทศ 3 กลุ่ม รวมมูลค่ากว่า 8,850 ล้านบา
การตรวจสอบพบข้อมูลว่า ผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงเกี่ยวข้องกับกลุ่มของนายยิม เลียก น.ส.แคทรียา และ น.ส.สุภารัตน์ ภายใต้การวางแผนของนายเบน โดยมีการถือหุ้นรวมกันเกิน 25% แต่ไม่ได้รายงานการถือครองหุ้นและไม่ดำเนินการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด (Tender Offer) ตามที่กฎหมายกำหนด พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายการกระทำร่วมกันในการถือครองหลักทรัพย์ หรือ Acting in Concert ซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ มาตรา 246 และมาตรา 247
เลขาธิการ ก.ล.ต. ยืนยันว่า บริษัทจดทะเบียนที่ถูกกล่าวถึง ได้แก่ บางจาก, VGI และ MFC ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของเครือข่ายดังกล่าว โดยการยึดและอายัดทรัพย์สินเป็นการดำเนินการเฉพาะต่อบุคคลหรือนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมต้องสงสัยเท่านั้น
ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจของบริษัทจดทะเบียน สภาพคล่อง ผลประกอบการ และการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนทั่วไปยังสามารถดำเนินไปได้ตามปกติ ขณะที่ตำรวจ ปปง. และ ก.ล.ต. จะร่วมกันขยายผลเส้นทางการเงินและดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป
#จับเบนสมิธ
#หลอกลวงลงทุน
ข่าวทั้งหมด