(20 ต.ค. 69) นางสาวทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องขอรับเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า ขณะนี้มีประชาชนยื่นคำร้องผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐแล้วประมาณ 1 ล้านราย โดย กทม. ดำเนินการพิจารณาและอนุมัติแล้วประมาณ 40% ของคำร้องทั้งหมด และคาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะเร่งความคืบหน้าได้ถึง 70–80% เนื่องจากจำนวนคำร้องที่ยื่นเข้ามาเริ่มเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง ขณะเดียวกัน สำนักงานเขตและหน่วยงานส่วนกลางของ กทม. ได้ระดมเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สนับสนุนการตรวจสอบ เพื่อเร่งรัดการช่วยเหลือประชาชนให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ปัจจุบันคำร้องแบ่งตามสถานะการตรวจสอบเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มสีเขียว เป็นคำร้องที่มีข้อมูลตรงตามหลักเกณฑ์และฐานข้อมูลของ กทม. สามารถพิจารณาอนุมัติได้โดยไม่ต้องขอเอกสารเพิ่มเติม ขณะนี้ทุกเขตดำเนินการในกลุ่มนี้เรียบร้อยแล้ว
- กลุ่มสีเหลือง เป็นคำร้องที่ต้องตรวจสอบข้อมูลหรือหลักฐานเพิ่มเติม เช่น สิทธิในการรับความช่วยเหลือ การอยู่อาศัยจริง จำนวนครัวเรือน และความเสียหายจากน้ำท่วม มีสัดส่วนประมาณ 60% ของคำร้องทั้งหมด และเป็นกลุ่มหลักที่เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบ
- กลุ่มสีแดง เป็นกรณีที่ไม่เข้าเงื่อนไขการรับความช่วยเหลือ เช่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านพักราชการ มีสัดส่วนประมาณ 10% ของคำร้องทั้งหมด
การตรวจสอบคำร้องในกรุงเทพมหานครมีรายละเอียดค่อนข้างซับซ้อน เนื่องจากรูปแบบที่อยู่อาศัยมีความหลากหลาย ทั้งอาคารชุด แฟลต ห้องเช่า การเช่าช่วง บ้านในหมู่บ้านจัดสรร ตลอดจนบ้านเลขที่เดียวกันที่มีอาคารหรือครัวเรือนแยกจากกัน ทำให้การพิจารณาต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี ทั้งสิทธิในการรับความช่วยเหลือ จำนวนครัวเรือน และความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง บางกรณีจำเป็นต้องขอเอกสารเพิ่มเติมหรือส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ จึงไม่สามารถพิจารณาจากข้อมูลเพียงอย่างเดียวได้
นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ข้อมูลความเสียหายที่แจ้งไว้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หรือผู้ยื่นคำร้องหรือผู้รับรองการอยู่อาศัยเข้าใจหลักเกณฑ์คลาดเคลื่อน เช่น ผู้ดูแลอาคารลงนามรับรองแทนเจ้าของอาคาร หากเป็นความผิดพลาดโดยไม่เจตนา ประชาชนสามารถชี้แจง ยื่นหลักฐานเพิ่มเติม หรือขอให้พิจารณาทบทวนผ่านกระบวนการอุทธรณ์ของ กทม. ได้ โดยเจ้าหน้าที่จะพิจารณาตามข้อเท็จจริงและหลักฐาน
สำหรับกรณีที่เพจ “สายไหมต้องรอด” ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเคสอาคารเช่าที่มีการแจ้งจำนวนห้องเกินจริง เช่น อาศัยจริง 20-30 ห้อง แต่ยื่นขอถึง 100 ห้องนั้น รองผู้ว่าฯ ทวิดา ระบุว่า ยินดีรับข้อมูลและเอกสารหลักฐานจากทางเพจ เพื่อส่งให้สำนักงานเขตตรวจสอบและส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามข้อเท็จจริงหน้างาน อย่างไรก็ตาม หากตรวจพบว่ามีการจงใจปลอมแปลงเอกสาร สวมสิทธิ หรือแจ้งจำนวนห้องเช่าเกินจริง กทม. จะดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่ได้รับเงินไปแล้ว แต่ภายหลังพบว่าไม่เข้าเงื่อนไข จะต้องดำเนินการคืนเงินตามขั้นตอนที่กำหนด
ในส่วนของคำร้องที่ต้องลงพื้นที่ประเมินความเสียหายจริง กทม. จะเร่งดำเนินการตามลำดับ โดยได้พัฒนาระบบนัดหมายเพื่อแจ้งประชาชนล่วงหน้าผ่าน SMS ไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่แจ้งไว้ในระบบ claim.bangkok.go.th เพื่อให้ประชาชนทราบกำหนดการตรวจประเมินและสามารถวางแผนอยู่รอรับการตรวจจากเจ้าหน้าที่ได้ คาดว่าจะเริ่มทยอยนัดหมายและลงพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 22–23 ต.ค. 69 เป็นต้นไป ทั้งนี้ กำหนดการอาจเปลี่ยนแปลงตามความพร้อมของระบบและประชาชนในพื้นที่
กระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องตรวจสอบอย่างละเอียด 2 ขั้นตอน โดยเริ่มจากการคัดกรองข้อมูลในระบบหลังบ้าน ก่อนส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจประเมินหน้างาน ทั้งกรณีที่ต้องประเมินความเสียหายจริงและกรณีที่ต้องตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้การจ่ายเงินเป็นไปตามหลักเกณฑ์และข้อเท็จจริง ลดความเสี่ยงจากการจ่ายเงินผิดพลาด ทั้งนี้ คำร้องแต่ละประเภทมีขั้นตอนการตรวจสอบแตกต่างกัน จึงอาจใช้เวลาไม่เท่ากัน
ทั้งนี้ กทม. ร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ขยายเวลายื่นคำร้องขอรับเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยออกไปจนถึงวันที่ 30 พ.ย. 69 โดยประชาชนสามารถยื่นคำร้องผ่านสำนักงานเขต แอปพลิเคชันทางรัฐ และเว็บไซต์ claim.bangkok.go.th เพื่อให้มีเวลาเตรียมเอกสารและหลักฐานให้ครบถ้วน
นอกจากนี้ หลายสำนักงานเขตได้เปิดช่องทางออนไลน์ให้ประชาชนส่งภาพถ่ายและเอกสารผ่านอีเมลหรือ LINE OA ของสำนักงานเขต ช่วยลดภาระการเดินทางและค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์เอกสาร รวมทั้งเพิ่มจุดบริการและคอมพิวเตอร์ในเขตที่มีผู้ยื่นคำร้องหนาแน่น เช่น สายไหม คลองสามวา ลาดกระบัง มีนบุรี และบางกะปิ ส่งผลให้สถานการณ์คิวที่เคยหนาแน่นในช่วงเช้ามืดเริ่มคลี่คลายลงอย่างมาก ประชาชนจึงไม่จำเป็นต้องเร่งรีบเดินทางมารอคิวตั้งแต่เช้า และสามารถทยอยมาติดต่อได้ตามความสะดวก
#กทม
#เงินเยียวยาน้ำท่วม
#น้ำท่วม2569
Cr:กรุงเทพมหานคร
ข่าวทั้งหมด