นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรอบเวลาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล รวม 18 คน ตามมาตรา 151 ซึ่งฝ่ายค้านและรัฐบาลยังมองต่างกัน ว่า ขณะนี้เรื่องนี้เป็นเพียงความเห็นของแต่ละฝ่าย ฝ่ายค้านก็อยากได้ 5 วัน ขณะที่รัฐบาลต้องการให้อภิปราย 2-3 วัน สภาจะนัดประชุม วิป 3 ฝ่าย ก็คือ ฝ่ายค้าน รัฐบาล และ ครม. เพื่อพูดคุยกรอบเวลาอภิปรายว่าจะใช้กี่วัน โดยต้องดูความพร้อมของทั้ง 3 ฝ่าย และต้องเคารพความเห็นและเหตุผลซึ่งกันและกัน ซึ่งการอภิปรายรัฐมนตรี 18 คน ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในอดีตมีการอภิปรายทั้งคณะรัฐมนตรีมาแล้ว และในสัปดาห์นี้ ได้มอบหมายให้รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนัดหมายทั้ง 3 ฝ่ายมาหารือกัน ในวันพุธได้นัดประชุมประธานกรรมาธิการคณะต่างๆ และคาดว่าการประชุมวิป 3 ฝ่ายจะเริ่มขึ้นก่อนการประชุมประธานคณะกรรมาธิการดังกล่าว
ส่วนตัวอยากให้เกิดขึ้นโดยเร็วจะได้เตรียมความพร้อมทั้ง ฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลและประธานสภาผู้ที่จะต้องทำหน้าที่ในการประชุม ส่วนจะใช้เวลากี่วันขอให้รอผลการสรุปผลประชุมทั้ง 3 ฝ่าย โดยประธานสภาจะเป็นตัวกลางในการที่ตกลงว่าเอาวันไหน
การอภิปรายคือการกล่าวหาว่า ครม.หรือ รัฐมนตรีคนนั้น ปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เช่นทุจริตคอรัปชัน และฝ่ายครม.มีหน้าที่แก้ข้อกล่าวหา ส่วนตัวยังเชื่อว่าจะไม่วุ่นวายหากทุกฝ่าย ทำตามข้อบังคับหรือเจตนารมณ์ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยจะต้องมีหลักฐานมาแสดงประกอบข้อกล่าวหา และฝ่ายรัฐบาลก็ต้องนำหลักฐานมาแก้ข้อกล่าวหา พร้อมขอให้ทุกฝ่ายใช้คำกล่าวหาหรือคำแก้ข้อกล่าวหาที่ฟังขึ้น โดยส่วนตัวมองว่า การฟังขึ้นหรือไม่ขึ้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้ถ้อยคำรุนแรง แต่อยู่ที่หลักฐาน ดังนั้นหากเอยากเป็นสภาที่สร้างสรรค์จริงๆ ขอให้ทั้งสองฝ่ายกล่าวหาอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่หลอกด่ากัน ซึ่งได้ยินเสียงสะท้อนจากประชาชนว่า เบื่อหน่ายการทะเลาะกันในสภาแห่งนี้ ดังนั้นถ้ากล่าวหากันด้วยเหตุผลตามหลักการ ว่าทุจริตอย่างไร มีหลักการมาประกอบก็ถือว่าฟังขึ้น ส่วนรัฐบาลก็มีหน้าที่ชี้แจงไม่ใช่ไปกล่าวหากลับเพิ่มขึ้น หรือเอาคืนอะไรอีก ทำให้เกิดความวุ่นวายดังนั้นขอให้แต่ละฝ่ายปฏิบัติต่อกันอย่างสุภาพ และอยู่ในเนื้อหาที่จะอภิปราย เนื่องจากคำสุภาพมีผลให้คนรู้สึกเห็นด้วย มากกว่าคำหยาบหรือคำด่าทอบูลลี่
เชื่อว่าในสังคมมีผู้มีใจเป็นธรรมอยู่มาก คำพูดที่รุนแรงอาจได้ใจคนบางคนแต่เป็นส่วนน้อย ขณะที่คำสุภาพ-สุภาพชนมีอยู่มากกว่า และส่วนตัวยังไม่หนักใจ หากทุกฝ่ายปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา ก็จะทำให้การประชุมมีความสร้างสรรค์ และเป็นพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตย ไม่อยากเห็นภาพทะเลาะเบาะแว้ง ในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องการที่ประชุมและใช้คำที่ฟังแล้วไม่สบายใจแก่ทุกฝ่าย เมื่ออยากเห็นการเมืองที่เดินหน้าได้ ต้องสร้างความศรัทธาให้แก่ประชาชน
สำหรับเวลาประชุมสภาจะเริ่มตั้งแต่ 09.00 น. ถึง 24.00 น. หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการตกลงของการประชุมวิป แต่ขออย่าให้เกินเที่ยงคืนเพราะดึกไปประชาชนก็ไม่ฟัง ขอให้แต่ละฝ่ายก็ทำตามหน้าที่ที่ตัวเองมี ขออย่าไปล้ำเส้นที่ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเองก็แล้วกัน
#อภิปรายไม่ไว้วางใจ
ข่าวทั้งหมด