วันนี้ (8 ต.ค.2569) รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจจากน้ำท่วมอยู่ที่ประมาณ 22,000 – 30,000 ล้านบาท ซึ่งกระทบต่อ GDP ราว 0.1% – 0.2% โดยความเสียหายส่วนใหญ่เกิดขึ้นในภาคการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวในภาคกลาง แต่ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยยังมีเม็ดเงินจากโครงการ "ไทยช่วยไทย Plus" รวมถึงงบเยียวยาอุทกภัยและเงินชดเชยจากประกันภัย ที่จะถูกอัดฉีดเข้ามาช่วยพยุงและชดเชยผลกระทบดังกล่าว
หากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายได้ภายในเดือน ต.ค. และไม่มีปัจจัยลบซ้ำเติม บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยและการท่องเที่ยวจะค่อยๆ ทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ตั้งแต่ช่วง กลางเดือนพ.ย.2569 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประจำเดือน ก.ย.2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 2,241 ตัวอย่างทั่วประเทศ พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 52.1 ซึ่งเป็นการปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 4 เดือน ทั้งนี้ จากการประมวลผลสำรวจพบปัจจัยลบสำคัญ ที่ส่งผลให้ต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค ได้แก่ สถานการณ์อุทกภัย น้ำท่วมส่งผลกระทบอย่างหนักทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคเหนือ กระทบต่อทรัพย์สิน ผลผลิตเกษตร ตลอดจนการค้าและการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกที่ช่วยประคองกำลังซื้อไว้ ได้แก่ การต่ออายุโครงการ ไทยช่วยไทย Plus เพิ่มเติมอีก 2 เดือน (วงเงินเฉลี่ยเดือนละ 500 บาท รวม 1,000 บาท), การคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไว้ที่ 7% ต่ออีก 1 ปี และตัวเลขการส่งออกเดือน ส.ค.ที่ยังขยายตัวได้ดีถึง 24.3% และราคาสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ข้าว ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ที่ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน
ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 45.1 ด้านดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาส ในการหางานทำปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 61.2 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 34.8 ขณะที่ดัชนีในอนาคตปรับลงมาอยู่ที่ 60.7
ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายสินค้าหมวดต่างๆ ปรับตัวลดลงทั้งหมดเช่นกัน โดยดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่ อยู่ที่ 55.4 ดัชนีการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว อยู่ที่ 75.8 และดัชนีการลงทุนทำธุรกิจ อยู่ที่ 26.6 ด้านดัชนีภาวะค่าครองชีพในปัจจุบัน ร่วงลงมาอยู่ที่ระดับ 18.3 สะท้อนถึงความกังวลอย่างหนัก ต่อภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค การลดลงของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน ก.ย.ถือเป็นเหตุการณ์ชั่วคราว ที่เกิดจากปัจจัยเฉพาะหน้า 2 ประการหลัก คือ ปัญหาน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ และราคาน้ำมันดีเซล ที่พุ่งแตะระดับจิตวิทยาเกิน 40 บาท/ลิตร
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหนุนระยะยาวจากการเข้าสู่ช่วง High Season ของการท่องเที่ยว, บรรยากาศเทศกาลกินเจ, ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (FDI) ที่คาดว่าสะสม 3 ปี (2567-2569) จะเกิน 1 ล้านล้านบาท รวมทั้งผลจากการเป็นเจ้าภาพการประชุม World Bank และ IMF ที่จะช่วยสร้างภาพลักษณ์การลงทุนและการท่องเที่ยวของไทยในเวทีโลก
อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังคงประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 ไว้ที่ 2.2% – 2.5% เนื่องจากมองว่าภาคธุรกิจและผู้บริโภคยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มในอีก 6 เดือนข้างหน้า
#น้ำท่วมฉุดเศรษฐกิจ
#ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
Cr:UTCC Today
ข่าวทั้งหมด