นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ไทยและสหรัฐฯ ยังคงมีความเห็นต่างกันในประเด็นการเปิดตลาด ซึ่งหนึ่งในอุปสรรคสำคัญคือการเปิดตลาดเนื้อหมูของไทยให้แก่สหรัฐฯ โดยการเจรจาที่ยืดเยื้อดังกล่าวส่งผลให้การหารือทางโทรศัพท์ระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่เกิดขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะนี้เรากำลังหารือกับสหรัฐฯ อย่างจริงจังในประเด็นภาษีศุลกากร
ไทยไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ จึงจำเป็นต้องเจรจา ไทยกำลังพยายามจะทำข้อตกลงที่ดีที่สุด และจะพยายามผ่อนปรนในจุดที่ทำได้ ทั้งสองฝ่ายกำลังหารือเกี่ยวกับการเข้าถึงตลาดของไทย รวมถึงการปฏิบัติต่อบริษัทสหรัฐฯ ที่ต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศ โดยไทยต้องการเงื่อนไขที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย พร้อมยอมรับว่าการเจรจากันนั้น สองฝ่ายต้องต่างเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ
สำหรับหนึ่งในประเด็นขัดแย้งสำคัญน่าจะเป็นเรื่องการเปิดตลาดเนื้อหมูของไทยให้กับสหรัฐฯ โดยปัจจุบันเนื้อหมูจากสหรัฐฯ แทบไม่สามารถเข้าสู่ตลาดไทยได้ เนื่องจากกฎระเบียบของไทยห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงบางชนิด ซึ่งเป็นสารที่ผู้เลี้ยงหมูในสหรัฐฯ นิยมใช้โดยทั่วไป
ไทยเชื่อว่าการค้าไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ และไทยยังคงสนับสนุนระบบการค้าแบบพหุภาคีซึ่งอยู่พื้นฐานของกฎเกณฑ์ อย่างไรก็ดี ในฐานะประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเล็กกว่า รัฐบาลไทยกำลังพยายามผลักดันให้ได้เงื่อนไขที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมยืนหยัดในประเด็นที่ไทยเห็นว่ามีความสำคัญต่อผลประโยชน์ของชาติ
ก่อนหน้านี้ มีการคาดการณ์ว่านายกฯ อนุทิน และปธน.ทรัมป์ จะหารือกันทางโทรศัพท์ในช่วงวันที่ 17-18 ก.ย. เพื่อสรุปผลการเจรจา แต่การหารือดังกล่าวไม่เกิดขึ้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ของไทยยังไม่ได้ประกาศกำหนดการใหม่สำหรับการพูดคุยระหว่างผู้นำทั้งสอง
ปัจจุบัน ไทยถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษีในอัตราภาษี 12.5% สำหรับสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ที่เข้าข่ายการใช้แรงงานบังคับภายใต้มาตรา 301 โดยไทยขอให้สหรัฐฯกำหนดอัตราภาษีในลักษณะเดียวกับประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าคือ 10%
#ภาษีศุลกากร
ข่าวทั้งหมด