อ.อุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย ปี 69 พบว่า จำนวนหนี้สินครัวเรือนเฉลี่ยต่อครัวเรือน หนี้สินรวม 794,945.49 บาท (ขยายตัว 7.3%) แบ่งเป็น ในระบบ 77.2% และนอกระบบ 22.8%
การผ่อนชำระรวม 21,935.3 บาท/เดือน (ขยายตัว 8.11%) แบ่งเป็น ในระบบ 21,305.17 บาท (ขยายตัว 17.29%) และนอกระบบ 7,422.51 บาท (ขยายตัว 3.52%)
ส่วนการคาดการณ์สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในอีก 1 ปีข้างหน้า เมื่อประเมินมุมมองต่อสถานการณ์หนี้ในอนาคต พบว่า กลุ่มตัวอย่างมองอนาคตหนี้แย่ลงในภาพรวม เท่าเดิม อยู่ที่ 25.9% มองว่า แย่ลงเล็กน้อย 25.2% และไม่ทราบ/ไม่แน่ใจ 20.1%
ผลสำรวจยังพบว่า ครัวเรือนไทยกว่าครึ่งไม่มีเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอ และมีแนวโน้มการเก็บออมลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีพฤติกรรมการออม ดังนี้ การเก็บออมเพื่อใช้ยามฉุกเฉินในปัจจุบัน พบว่า ไม่เคยเก็บออม 27.8%, เคยมีเหลือเก็บแต่ตอนนี้ไม่พอเก็บ 24.3%, มีเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 3 เดือน 20.4%, มีเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย 6 เดือนขึ้นไป 14.5% และมีเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่าย 3-6 เดือน 13.0% ส่วนการเก็บออมเมื่อเทียบกับปีก่อน พบว่า ไม่มีเก็บออม 42.6% เท่าเดิม 24.0% ลดลง 22.6% และเพิ่มขึ้น 10.8%
ในส่วนของประเด็นเร่งด่วนที่ควรดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สิน ได้แก่ 1. เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ/ปรับโครงสร้างค่าจ้าง 2. สร้างระบบข้อมูลหนี้ครัวเรือนแบบครบถ้วน 3. เพิ่มการควบคุมโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน 4. ส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว และ 5. สร้างหลักสูตรการศึกษาการเงินในโรงเรียน
ด้านรศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือน เป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยและยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเบ็ดเสร็จ จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา หลังระดับหนี้ครัวเรือนพุ่งเกิน 80% ของ GDP พบว่า การก่อหนี้เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นกลุ่ม Gen Y และ Gen Z โดยหากเป็นการกู้ซื้อยานพาหนะและสามารถผ่อนชำระได้ตามปกติจะถือเป็นการเข้าสู่ระบบเครดิตบูโร แต่หากกลุ่ม Gen Y นำเงินในอนาคตมาใช้เร็วเกินไปและขาดความสามารถในการชำระหนี้ จะกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญ
ผลการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่า ภาระหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ 794,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มทำการสำรวจมาในรอบ 18 ปี (ตั้งแต่ปี 52) ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ กลุ่มผู้สูงวัยที่เกษียณอายุและไม่มีรายได้แน่นอน ยังคงต้องแบกรับภาระหนี้สินเฉลี่ยเกือบ 300,000 บาท ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยไม่สามารถผ่อนคลายภาระหนี้ได้แม้จะเกษียณไปแล้วถึง 10 ปี ทำให้การใช้ชีวิตหลังเกษียณมีความเสี่ยงต่อการเกิด NPL หรือไม่สามารถดูแลตัวเองได้ และมีประชาชนเพียงประมาณ 14% เท่านั้นที่สามารถออมเงินได้ตามแผนที่วางไว้ก่อนเกษียณ
การเก็บออมของประชาชนลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากรายได้ที่หามาได้ต้องนำไปใช้จ่ายดูแลค่าครองชีพในชีวิตประจำวันทั้งหมด ขณะที่โครงสร้างผู้มีรายได้ในครัวเรือนส่วนใหญ่มีเพียง 1-2 คน แต่ต้องแบกรับดูแลผู้ไม่มีรายได้ในครอบครัวจำนวน 3-5 คน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 45% และหากมีผู้ไม่มีรายได้มากกว่า 5 คนขึ้นไป สัดส่วนจะสูงถึงเกือบ 60% ซึ่งหากเกิดเหตุสะดุดทางเศรษฐกิจ จะทำให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนหวนกลับมาเป็นวิกฤตทันที
จากผลสำรวจ พบว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยมีลักษณะเป็น K-Shaped (ฟื้นตัวไม่เท่าเทียม) โดยกลุ่มที่เดือดร้อนหนักที่สุดคือครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทลงมา เช่นเดียวกับภาคประชาชน ภาคธุรกิจจำเป็นต้องก่อหนี้เพื่อประคองสภาพคล่องและเงินหมุนเวียนเนื่องจากเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่โดดเด่น โดยประชาชนมีการกู้ยืมในระบบมากขึ้น เช่น บัตรเครดิต, สินเชื่อเงินด่วน/non-bank, นาโนไฟแนนซ์, ไมโครไฟแนนซ์ หรือการนำหลักทรัพย์ประเภทบ้านและรถยนต์ไปค้ำประกัน
3 ปัจจัยบวกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไตรมาส 4/69 ในภาพรวม มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังคงประมาณการ GDP ของไทยไว้ที่ 2.0-2.5% โดยมีปัจจัยหนุน ได้แก่
1. ราคาพืชผลทางการเกษตรปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวที่จะเริ่มเก็บเกี่ยวและออกสู่ตลาดในเดือนต.ค.-พ.ย. รวมถึงยางพารา ปาล์ม มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะช่วยสร้างเงินหมุนเวียนในระดับภูมิภาคทั่วประเทศ
2. ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัว หากสถานการณ์สงครามไม่บานปลาย คาดว่าจะเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเฉลี่ยเดือนละ 3 ล้านคน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเดือนละ 150,000 ล้านบาท หรือรวมกว่า 500,000 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 4/69
3. การส่งออกขยายตัวสูง 15-20% ผลจากการเจรจาการค้า ART กับสหรัฐอเมริกา โดยทีมไทยแลนด์คาดว่าจะตกลงกับสหรัฐฯ ได้ และการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรี กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ คาดว่าอัตราภาษีของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 12.5% ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซียและเวียดนาม
#หนี้ครัวเรือนไทย69
Cr:ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ข่าวทั้งหมด