รมว.ต่างประเทศแถลงต่อที่ประชุม กมธ.ประนอม ไทย-กัมพูชา ครั้งแรก ที่สิงคโปร์

วันนี้, 15:11น.


          นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กต. แถลงในการประชุมครั้งแรกกับคณะกรรมาธิการประนอม ที่สิงคโปร์ โดยกล่าวว่า ก่อนอื่นต้องเข้าใจสถานการณ์แวดล้อมและลำดับเหตุการณ์ที่นำเรามาสู่จุดนี้ที่สิงคโปร์ ใจความสำคัญของกระบวนการนี้ คือ ความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างแนวทางที่ไทยกับกัมพูชาเลือกใช้เพื่อบริหารจัดการประเด็นระหว่างกัน ไทยเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า ความเห็นต่างระหว่างเพื่อนบ้าน ควรได้รับการแก้ไขผ่านการพูดคุยหารือ แนวทางที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด คือ รักษาช่องทางการสื่อสาร ฟื้นฟูความเชื่อมั่นระหว่างกัน และแสวงหาทางออกที่ยั่งยืนผ่านการเจรจาทวิภาคี



           แต่กัมพูชากลับใช้แนวทางที่ต่างออกไป กัมพูชามักกล่าวอ้างว่าตนเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และสร้างภาพว่าไทยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่การกล่าวอ้างนี้ของกัมพูชา มุ่งสร้างประโยชน์ให้ฝ่ายตนเอง และมีความย้อนแย้ง



           เราควรคำนึงถึงเหตุการณ์ที่นำมาสู่ความขัดแย้ง ตอนที่กัมพูชาจงใจปล่อยบทสนทนาส่วนตัวทางโทรศัพท์ระหว่างผู้นำของทั้งสองประเทศ ตอนที่จรวดของกัมพูชาตกใส่และพรากชีวิตพลเรือนไทยผู้บริสุทธิ์ ตอนที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ ในช่วงเวลาเหล่านั้น การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน



           ขอเน้นย้ำว่า ประเทศไทยยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมั่นคงเสมอมา เรายึดมั่นในกติการะหว่างประเทศ และจะปกป้องสิทธิของเราอย่างเข้มแข็ง



          สำหรับประเทศไทย กฎหมายระหว่างประเทศและการทูตเป็นพื้นฐานที่เกื้อหนุนกันต่อการรักษาความสัมพันธ์โดยสันติระหว่างประเทศ กฎหมายเป็นกรอบรองรับ ขณะที่การทูตเป็นเครื่องมือที่ประเทศเพื่อนบ้านสามารถใช้สร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นระหว่างกัน และบรรลุทางออกที่เป็นที่ยอมรับและยั่งยืน



            เวลานี้ ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญมาก เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศของเราได้อยู่ในช่วงเวลาที่ท้าทาย ความขัดแย้งได้บั่นทอนความไว้เนื้อเชื่อใจและสร้างความสูญเสียอย่างมากต่อประชาชนของทั้งสองฝ่าย เราจำเป็นต้องฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างกัน ดังนั้น ไทยจึงได้มุ่งผลักดันให้มีการหารือพูดคุย และให้มีแนวทางที่ปฏิบัติได้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกันที่จำเป็นต่อการจัดการกับประเด็นปัญหาที่จะยากยิ่งขึ้น



           ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบูเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผู้นำของเราทั้งสองฝ่ายได้ยืนยันความมุ่งมั่น ที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเมื่อผมได้พบกับรองนายกฯ ปรัก สุคน ที่นครนิวยอร์ก เมื่อเดือนพฤษภาคม ผมได้เสนอมาตรการที่ปฏิบัติได้จริงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่น และช่วยให้เราสามารถเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นใจในประเด็นที่เราเห็นต่างกัน



             แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า กัมพูชาไม่เคยให้โอกาสอย่างแท้จริงกับแนวทางการทูตดังกล่าว และในมุมมองของไทย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางพฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงอย่างต่อเนื่องของกัมพูชา แทนที่จะเข้าร่วมการพูดคุยทวิภาคีอย่างเต็มที่และจริงใจ กัมพูชายังคงกล่าวร้ายประเทศไทยครั้งแล้ว ครั้งเล่า โดยนำเสนอเรื่องราวที่เป็นเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง และกล่าวหาประเทศไทยโดยไม่มีมูลแทบทุกวัน ซึ่งรวมถึงในเวทีระหว่างประเทศ และกัมพูชาก็จะเล่นบทผู้ถูกกระทำ ด้วยความเชื่อมั่นว่าตนดีเหนือผู้อื่น และเพื่อสร้างภาพว่าตนมีความชอบธรรม



            เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า การเมืองภายในมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมเช่นนี้ของกัมพูชา สำหรับประเทศไทย ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองฝ่าย ไม่ควรถูกนำมาเป็นข้อต่อรอง เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น



            นี่คือแนวทางที่กัมพูชาเลือกใช้มาโดยตลอด และนำมาซึ่งผลกระทบอย่างร้ายแรง ทั้งยังปลุกกระแสความรู้สึกของสาธารณชน เพิ่มความตึงเครียด และทำให้ท่าทีของแต่ละฝ่ายแข็งกร้าวยิ่งขึ้น ซึ่งยิ่งทำให้การปรับท่าทีเข้าหากันและการฟื้นฟูความสัมพันธ์สำหรับทั้งสองประเทศเป็นไปได้ยากขึ้น



            วิธีที่ประเทศไทยยึดถือมาตลอดคือ การใช้กลไกทางกฎหมายควบคู่ไปกับการทูตที่ชัดเจน เพื่อสร้างความไว้วางใจ การทูตต้องไม่กลายเป็นการแข่งขันความเหนือกว่าเพื่อแสวงหาประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว



            กัมพูชากล่าวอ้างว่า การตัดสินใจยกเลิก MOU ของไทย ทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเริ่มกระบวนการประนอมนี้ ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริง



            ข้อเท็จจริงคือ ตลอดระยะเวลา 25 ปี เราสามารถจัดการประชุุมอย่างเป็นทางการได้เพียง 2 ครั้งเท่านั้น ทำให้เห็นชัดว่า MOU ไม่ได้ก่อให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ไทยจึงเลือกที่จะเริ่มการเจรจาใหม่อีกครั้ง



            การให้สัตยาบันเข้าเป็นภาคี UNCLOS ของกัมพูชาเมื่อไม่นานมานี้ น่าจะเป็นโอกาสเหมาะสมที่เราจะเริ่มการเจรจากันอีกครั้งบนพื้นฐานทางกฎหมายเดียวกันที่มีความมั่นคงยิ่งขึ้น  



             ไทยได้เสนอแนวทางดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน โดยผมได้เสนอกับกัมพูชาด้วยตนเองให้เราเริ่มการเจรจาระหว่างกันในเรื่องเขตทางทะเล ซึ่งน่าจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์และเปิดทางไปสู่การแก้ไขประเด็นคั่งค้างอื่น ๆ ผมยังได้เสนอด้วยว่า หากเราไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ภายใน 6 เดือน เราก็สามารถเข้าสู่กระบวนการประนอมร่วมกันได้



             ดังนั้น การที่กัมพูชากล่าวอ้างว่า ตนไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว นอกจากเริ่มกระบวนการนี้ภายหลังไทยยกเลิก MOU จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างสิ้นเชิง



              สำหรับไทย ขอบเขตของกระบวนการนี้เกี่ยวกับการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในอ่าวไทยเท่านั้น ไทยขอยืนยันอีกครั้งว่า เขตทางทะเลของไทยเป็นไปตามที่ปรากฏในพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 เรามิได้มุ่งหวังสิ่งใดเกินไปกว่าการปกป้องอธิปไตย สิทธิอธิปไตย และสิทธิอันชอบธรรม ที่ประเทศไทยพึงมีตามกฎหมายระหว่างประเทศ 



                ขอย้ำว่า กระบวนการประนอมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดนทางบก รวมถึงเกาะกูด ประเทศไทยปฏิเสธเส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้างสิทธิฝ่ายเดียวเมื่อปี 2515 ซึ่งเส้นดังกล่าวปราศจากพื้นฐาน ทางกฎหมาย 



               ไทยพร้อมเข้าร่วมกระบวนการนี้อย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งหวังที่จะบรรลุผลลัพธ์อันเที่ยงธรรม ผ่านการเจรจา ด้วยการสนับสนุนของคณะกรรมาธิการ กระบวนการประนอมสามารถช่วยให้ทั้งสองฝ่าย หาจุดร่วม ลดช่องว่างความแตกต่างของท่าทีทางกฎหมาย และสามารถเจรจาเพื่อเดินหน้าต่อไปได้  เราเชื่อมั่นว่า ด้วยการแนะนำของคณะกรรมาธิการ ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุผลลัพธ์ในการแบ่งเขตทางทะเลอย่างเที่ยงธรรม สามารถใช้ได้จริง และยั่งยืน



 



#ไทยกัมพูชา



#ไทยแถลงนัดแรก



#กรรมาธิการประนอม



 

ข่าวทั้งหมด

X