บรรดาพ่อค้าน้ำมันออกมาเตือนว่า หากซาอุดีอาระเบียไม่สามารถเปิดใช้งานท่อส่งน้ำมันสายตะวันออก-ตะวันตก (East-West Pipeline) ที่มุ่งสู่ทะเลแดงได้ภายในไม่กี่วันข้างหน้า คลังน้ำมันสำรองสำหรับการส่งออกจะหมดลง และจะส่งผลให้อุปทานน้ำมันดิบของโลกหายไปทันทีถึง 4% หรือราว 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน
ซาอุฯ สั่งปิดท่อส่งน้ำมันดังกล่าวหลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (11 ก.ย.) เกิดเหตุโดรนโจมตีซึ่งคาดว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน โดยทางการซาอุฯ ยังไม่ได้ประเมินระยะเวลาซ่อมแซมที่แน่ชัด แต่แหล่งข่าวระบุว่าอาจต้องใช้เวลาซ่อมแซมตั้งแต่ไม่กี่วันไปจนถึง 5–6 สัปดาห์
ท่อส่งน้ำมันสายนี้ช่วยให้ซาอุฯ ส่งน้ำมันเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซไปยังท่าเรือยันบู (Yanbu) บนชายฝั่งทะเลแดงได้ แต่เมื่อท่อหยุดทำงาน คลังน้ำมันที่ท่าเรือยันบู รวมถึงคลังสำรองในอียิปต์ จะมีน้ำมันเหลือส่งออกได้อีกเพียง 5 ถึง 7 วันเท่านั้น
การสะดุดของอุปทานครั้งใหม่จะยิ่งซ้ำเติมวิกฤตพลังงานโลก ส่งผลดันราคาน้ำมันและอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงฉุดให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2551 ท่ามกลางภาวะสงครามและการคุกคามจากกลุ่มกบฏฮูตี การสัญจรในน่านน้ำสำคัญในตะวันออกกลางทั้งช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดงล้วนชะลอตัว โดยสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่าปริมาณการผลิตน้ำมันของซาอุฯ ในเดือนสิงหาคมร่วงลงเหลือเพียง 6.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งต่ำที่สุดในรอบกว่า 3 ทศวรรษ
ล่าสุดเมื่อเวลา 07.18 น.ตามเวลาในไทยราคาน้ำมันเวสต์เท็กซัส อยู่ที่ 102.80 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.75 ดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนเบรนท์ ทะเลเหนือ ตลาดลอนดอน อยู่ที่ 107.54 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.96 ดอลลาร์สหรัฐ
ข่าวทั้งหมด