การปิดท่อส่งน้ำมันตะวันออก-ตะวันตก (East-West Pipeline) ของซาอุดีอาระเบียตั้งแต่ในวันศุกร์ (11 ก.ย.69) ซึ่งใช้ในการเปลี่ยนเส้นทางน้ำมันประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวันไปยังท่าเรือยานบูบนทะเลแดง เนื่องจากเหตุโจมตีด้วยโดรน ทำให้ผู้ซื้อและผู้ค้าน้ำมันซาอุดีอาระเบียคาดว่า หากไม่สามารถเปิดใช้งานท่อส่งน้ำมันหลักไปยังทะเลแดงโดยเร็ว จะทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกลดลงร้อยละ 4 และจะทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นอีก กระตุ้นภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ สูงขึ้นถึงระดับสูงสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินปี 2551
ซาอุดีอาระเบีย เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ใช้ท่อส่งน้ำมันแห่งนี้เพื่อเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งน้ำมัน แต่เนื่องจากท่อส่งน้ำมันใช้งานไม่ได้ ปัจจุบันยานบูจึงมีสต็อกน้ำมันเพียงพอสำหรับการส่งออกเพียง 5-7 วันเท่านั้น และมีสต็อกน้ำมันเพียงพอสำหรับลูกค้าจากท่าเรืออัยน์ซุคนาบนทะเลแดงและท่าเรือซิดีเคริร์บนทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของอียิปต์อีก 4 ราย
ตามการประมาณการของอุตสาหกรรม ความจุในการเก็บน้ำมันที่ยานบูอยู่ที่ประมาณ 35 ล้านบาร์เรล ในขณะที่ไอน์ ซุคนา และสิดี เคริร์ สามารถเก็บน้ำมันได้ 18 ล้านและ 20 ล้านบาร์เรลตามลำดับ
องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ซึ่งเป็นหน่วยงานประสานงานนโยบายพลังงานของชาตะวันตก กล่าวว่า ปริมาณน้ำมันดิบโลกจะลดลงในปีนี้ 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณร้อยละ 6 เพราะนอกจากเหตุการณ์โจมตีท่อส่งน้ำมันแล้ว นักรบฮูตีในเยเมน ซึ่งเคยข่มขู่การขนส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ยังได้ยึดเกาะแห่งหนึ่งบริเวณปากทะเลแดง
ก่อนสงคราม ตะวันออกกลางเคยเป็นแหล่งผลิตน้ำมันประมาณ 22 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมระบุว่า ปริมาณการไหลผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงเหลือเพียง 6-9 ล้านบาร์เรลต่อวันเท่านั้น
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซาอุดีอาระเบียแจ้งต่อโอเปก ว่าการผลิตน้ำมันของตนลดลงเหลือเพียง 6.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนสิงหาคม จาก 10.9 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนเริ่มสงคราม
...
#น้ำมันโลก
#ซาอุดีอาระเบีย
ข่าวทั้งหมด