สุริยะ สั่งกรมประมงเร่งดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองกลางแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ

08 กันยายน 2569, 20:29น.


           นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการเร่งด่วนให้นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งกำกับดูแลกรมประมง เร่งดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง กรณีการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พร้อมสั่งให้กรมประมงจัดทำรายละเอียดแผนการดำเนินงาน เพื่อให้การปฏิบัติเกิดผลสัมฤทธิ์ตามคำพิพากษา ทั้งนี้ ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้กรมประมงโดยอธิบดีกรมประมง ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการขยายพันธุ์หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่ระบาด ตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567–2570 และมาตรการอื่นที่จำเป็น โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกำกับดูแลและสนับสนุนทรัพยากร เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผลภายใน 180 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด



             ด้านนายวัชระพลกล่าวว่า ตั้งแต่เข้ามากำกับดูแลกรมประมง ได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำมาอย่างต่อเนื่อง โดยเร่งรัดการดำเนินงานตาม 7 มาตรการ ล่าสุดเตรียมออกหนังสือเวียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน ซึ่งเป็นมาตรการที่ดำเนินการต่อเนื่องอยู่แล้ว หลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา จะเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาและเกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็วสำหรับผลการดำเนินงานตามข้อมูลกรมประมง ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2569 สามารถกำจัดปลาหมอคางดำได้แล้วรวม 10,683,073.25 กิโลกรัม แบ่งเป็นจากบ่อเลี้ยง 6,568,259.70 กิโลกรัม หรือร้อยละ 61.48 และจากแหล่งน้ำธรรมชาติ 4,114,813.55 กิโลกรัม หรือร้อยละ 38.52 ขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาด พบพื้นที่ที่ระดับความชุกชุมลดลง 10 จังหวัด ระดับความชุกชุมคงที่ 8 จังหวัด ส่วนพื้นที่เฝ้าระวังและพื้นที่พบการระบาดมีอย่างละ 3 จังหวัด สำหรับ 7 มาตรการ ประกอบด้วย



         1. ควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด โดยใช้เครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับพื้นที่ รวมถึงกำจัดตัวอ่อนและปลาในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร พร้อมส่งเสริมการปรับปรุงระบบการเลี้ยง ตั้งเป้านำปลาหมอคางดำออกจากระบบนิเวศไม่น้อยกว่า 5,000 ตัน



         2. กำจัดโดยปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง จัดหาและปล่อยพันธุ์ปลาผู้ล่าประจำถิ่น เช่น ปลากะพงขาว ปลาชะโด และปลากราย ไม่น้อยกว่า 5 ล้านตัวในพื้นที่เป้าหมาย พร้อมประเมินสถานภาพและความหนาแน่นของประชากรปลาก่อนและหลังการปล่อย



         3. นำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ โดยจัดตั้งจุดรับซื้อเพื่อสร้างแรงจูงใจในการจับ และนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น น้ำหมักชีวภาพ ปลาป่น ปลาร้า และอาหารแปรรูป ตั้งเป้านำปลาไปใช้ประโยชน์ไม่น้อยกว่า 5,000 ตัน



         4. สำรวจและเฝ้าระวังในพื้นที่เขตกันชน จัดระบบและช่องทางรับแจ้งเบาะแสจากประชาชน พร้อมสำรวจเชิงรุกและเฝ้าระวังแหล่งน้ำรอยต่อที่ยังไม่พบการระบาด เพื่อสกัดไม่ให้แพร่กระจายไปยังพื้นที่ใหม่



         5. สร้างความรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วม จัดทำสื่อและคู่มือสำหรับประชาชนและเจ้าหน้าที่ในการจำแนกชนิดและรับมือกับปลาหมอคางดำ รวมถึงสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมายและข้อห้ามในการเพาะเลี้ยง ปล่อย หรือเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำต่างถิ่นรุกราน



         6. พัฒนางานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม ทั้งการวิจัยด้านพันธุศาสตร์เพื่อควบคุมการสืบพันธุ์ ศึกษาวิธีดึงดูดและรวมฝูงปลาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจับ รวมถึงพัฒนาฐานข้อมูลและระบบสารสนเทศเชิงพื้นที่ เพื่อติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาด



         7. ฟื้นฟูระบบนิเวศและทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยสำรวจชนิดพันธุ์สัตว์น้ำประจำถิ่นในแต่ละลุ่มน้ำ เพาะพันธุ์และปล่อยสัตว์น้ำประจำถิ่นคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติไม่น้อยกว่า 5 ล้านตัว พร้อมฟื้นฟูแหล่งอาศัยไม่น้อยกว่า 16 แห่ง เพื่อฟื้นสมดุลของระบบนิเวศ



         ทั้ง 7 มาตรการเป็นไปตามกรอบการดำเนินงานของ แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567–2570 ซึ่งเป็นแผนที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้กรมประมงดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนดังกล่าวเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2567 มีกรอบระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 ถึงเดือนกันยายน 2570



#ปลาหมอคางดำ



#7มาตรการ



 

ข่าวทั้งหมด

X