นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า หลังจากติดตามสถานการณ์ตลอดทั้งคืนล่าสุดเช้านี้พบว่ายังคงมีกลุ่มควันลอยคละคลุ้งอยู่ภายในซากของอาคารที่เพลิงไหม้ โดยเจ้าหน้าที่ยังคงมีการฉีดน้ำควบคุมบริเวณโดยรอบเพื่อป้องกันการปะทุซ้ำ เนื่องจากตัวอาคารถล่มลงมา ทำให้ภายใต้ซากอาคารยังคงมีเชื้อเพลิงอยู่ลักษณะเป็นเถ้าถ่าน จึงทำให้การฉีดน้ำไม่สามารถเข้าไปถึงในจุดนั้นได้ กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้มีการเตรียมรถแบคโฮไว้ตั้งแต่เมื่อคืน โดยเช้าวันนี้จะมีการหารือกับทีมวิศวกรเพื่อเอารถแบคโฮเปิดทางเข้าไปด้านในเพื่อหาจุดต้นเพลิง
อย่างไรก็ตาม ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก เพราะโครงสร้างอาคารโดยรอบเสี่ยงที่จะถล่มลงมา ดังนั้นทุกอย่างต้องทำอย่างระมัดระวัง เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่พบผู้เสียชีวิต เนื่องจากตัวอาคารไม่ได้เป็นที่พักอาศัย มีเพียงผู้บาดเจ็บประมาณ 10 ราย อาการสาหัส 1 ราย ต้องใช้ท่อช่วยหายใจ ส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัคร มีประชาชนเพียง 1 ราย ที่มีอาการสำลักควัน ขณะนี้อยู่ในความดูแลของทีมแพทย์แล้ว
ส่วนความเสียหายเท่าที่ตรวจสอบเบื้องต้น พบว่ามีผู้ประกอบการ 100 ราย มีร้านค้าประมาณ 300 แผง ล่าสุดมีผู้มาแจ้งความจำนงกับสำนักงานเขตและประมาณ 70 ราย เพราะว่าบางคนมีมากกว่า 1 แผง ส่วนการเยียวยา กทม.มีระเบียบและข้อบังคับในการพิจารณาช่วยเหลือผู้ประสบภัยอยู่แล้ว แต่รายละเอียดตอนนี้ยังไม่สามารถระบุได้ โดยสำนักงานเขตมีการตั้งเตนท์อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการเข้าแสดงความจำนงได้ที่บริเวณภายในวัดพระพิเรนทร์
ส่วนกรณีที่มีคนร้ายเข้ามาฉวยโอกาสขโมยของในช่วงชุลมุน เมื่อคืนได้มีการประสานกับกองบัญชาการตำรวจนครบาลเพื่อให้เข้ามาดูแลความเรียบร้อยแล้ว และอยากฝากถึงช่วงที่ฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ ซ้ำเติมประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนว่า มีโทษทางกฎหมายที่ชัดเจน และเป็นโทษหนัก สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยังมีผลกระทบเกี่ยวกับเรื่อง ควันและกลิ่น ขอให้ประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องออกนอกพื้นที่ เพราะควันมีระยะรัศมีขึ้นอยู่กับทิศทางลม ซึ่งตอนนี้ทิศทางลมไปทางใต้ ไปทางวัดสระเกศ ระยะทางประมาณ 2-3 กม.โดยรอบ
กทม. ได้มีการประสานอุปกรณ์วัดคุณภาพอากาศเข้ามาตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว นอกจากนี้ อาคารพาณิชย์อีก 2-3 คูหาที่ได้รับผลกระทบ จากการตรวจสอบพบว่าบริเวณชั้น 3 และชั้น 4 ถูกเพลิงเผาไหม้ และได้อพยพคนออกมาทั้งหมดแล้ว ความเสียหายยังไม่สามารถประเมินได้ จำนวนรถยนต์ที่จอดภายในอาคารขณะเกิดเหตุ ยังไม่ทราบจำนวน เนื่องจากช่วงที่เกิดเหตุเป็นช่วงที่ใกล้ปิดให้บริการ จึงไม่ทราบว่ามีรถจอดอยู่กี่คัน. คลองถมเซ็นเตอร์ ผู้ว่าฯ กทม. ยอมรับว่า อุปสรรคสำคัญในการดับเพลิงครั้งนี้ คือ ฟาซาด (Facade) หรือเปลือกอาคารที่กั้นอยู่ ทำให้การฉีดน้ำจากภายนอกทะลุทะลวงเข้าไปด้านในได้ยาก ประกอบกับมีสินค้าประเภทแบตเตอรี่จำนวนมากที่เป็นเชื้อเพลิงชั้นดี แม้ระบบสปริงเกอร์ในอาคารจะทำงานแต่ก็ไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ทั้งหมด
ส่วนสาเหตุเบื้องต้นสันนิษฐานว่า ต้นเพลิงน่าจะเริ่มจากบริเวณชั้น 1 ซึ่งเป็นพื้นที่ร้านค้าและมีสินค้าเก็บอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว แต่ไม่มีรายงานคนติดค้าง โดยก่อนหน้านี้ผู้ว่าฯ กทม. เคยลงพื้นที่ตรวจสอบประปาหัวแดงเพื่อใช้สนับสนุนการดับเพลิงในจุดเสี่ยงอัคคีภัยมาแล้ว โครงสร้างอาคารเอียงเสี่ยงอันตราย ห้ามเข้าพื้นที่ – สินค้าถูกไฟไหม้เกือบทั้งหมด สำหรับสถานการณ์ในช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังคงฉีดน้ำหล่อเลี้ยงและสกัดกลุ่มควันที่ปะทุขึ้นบางจุด ขณะที่ กลุ่มเจ้าของร้านและพนักงานที่มารอตรวจสอบความเสียหายยังไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ เนื่องจากพบโครงสร้างบางส่วนเอียงตัวและยังมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
ด้าน พนักงานร้านจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บริเวณทางเข้า เปิดเผยว่ายังไม่ทราบความเสียหายของร้านตนเองและอยากให้ควบคุมสถานการณ์ได้โดยเร็ว เพราะมีทรัพย์สินอยู่มาก โดยสินค้าภายในร้านส่วนใหญ่เป็นอุปกรณ์ยานยนต์และเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นวัสดุติดไฟง่าย จึงถูกไฟไหม้ไปเกือบทั้งหมด
ศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร รายงานว่า เหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 11 คน แบ่งเป็นผู้มีอาการฉุกเฉินวิกฤต 1 คน ซึ่งเป็นอาสาดับเพลิงที่สำลักควัน ผู้มีอาการฉุกเฉินกึ่งวิกฤต 1 คน และผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยอีก 9 คน
#ไฟไหม้คลองถม
ข่าวทั้งหมด