สภาพัฒน์ฯ ชี้ GDP ไตรมาสที่ 2 ปี 69 ขยายตัว 1.9% คาดปี 69 ขยายตัว 2-2.5%

วันนี้, 17:11น.


          นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผย เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ว่า ขยายตัว 1.9% จากภาคการผลิตและภาคการใช้จ่ายที่เริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวเกือบทั้งหมด ยกเว้นภาคการส่งออกและการลงทุนที่ยังคงขยายตัวได้ดีมาก โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนไตรมาสนี้ ขยายตัวสูงถึง 13.4% ถือเป็นการเติบโตสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา



           โดยคาดว่ามูลค่าการส่งออกปีนี้ จะขยายตัวได้ 15.1% ปรับเพิ่มขึ้นจากที่เคยคาดไว้เดิมที่ 9.6% ซึ่งสอดคล้องกับการปรับเพิ่มสมมติฐานเศรษฐกิจและการค้าโลกที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูง ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้มีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกบริการ (การท่องเที่ยว) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่อหัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น



            สำหรับแนวโน้มทั้งปี 2569 สภาพัฒน์ได้ปรับประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 2.2% (ในช่วง2.0-2.5% )มีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนภาคเอกชนที่คาดว่าจะโตได้ถึง 9.6% และการส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัว 15.1% ตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยีและดิจิทัล



           อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังคงมีปัจจัยเสี่ยงและข้อจำกัดที่ต้องเฝ้าระวัง ไม่ว่าจะเป็น ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจเข้มงวดขึ้น ปัญหาหนี้สินครัวเรือนและคุณภาพสินเชื่อของ SME ที่มี NPLs สูงถึง 9% รวมถึงความผันแปรของสภาพภูมิอากาศจากปรากฏการณ์เอลนีโญและภาวะฝนน้อยที่อาจกระทบต่อภาคเกษตรและการบริหารจัดการน้ำ



            ส่วนการโภคบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวได้ 1.9% ชะลอลงจาก 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยเฉพาะในหมวดบริการ กลุ่มโรงแรมและภัตตาคาร รวมถึงบริการด้านขนส่งที่ขยายตัวลดลง สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.3 จาก 52.8 ในไตรมาสก่อน



            การส่งออกสินค้าและบริการขยายตัวได้ 12.5% กลุ่มที่เติบโตดี คือ อุปกรณ์โทรคมนาคมและชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นไปตามวัฏจักรสินค้าเทคโนโลยีโลก แต่การส่งออกรถยนต์นั่งหดตัวลงถึง 42.4% เนื่องจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดในต่างประเทศและการแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้า



            ขณะที่การอุปโภคภาครัฐบาลก็ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 0.2% จากเดิม 3.4% จากการลดลงของรายจ่ายซื้อสินค้าและบริการ รวมถึงค่าตอบแทนแรงงาน สำหรับการลงทุนรวมขยายตัว 9.1% แต่การลงทุนภาครัฐกลับหดตัว 1.6% สาเหตุสำคัญมาจากรัฐวิสาหกิจที่มีการชะลอการเบิกจ่ายในโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งดำเนินการในช่วงถัดไป



             สภาพัฒน์ ยังมองว่า การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในช่วงที่เหลือของปี 2569 นี้ รัฐบาลควรให้ความสำคัญ



            1.การดูแลการผลิตภาคเกษตรและเสริมสร้างความมั่นคงด้านรายได้ของเกษตรกร โดยให้ความสำคัญกับ 1) การเตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อรองรับผลกระทบจากภาวะฝนทิ้งช่วงอันเนื่องมาจากปรากฏการณ์เอลนีโญ 2) การเตรียมความพร้อมด้านปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย 3) การยกระดับผลิตภาพและมูลค่าเพิ่มของภาคเกษตร



            2.การรักษาการขยายตัวของภาคการส่งออกให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับ 1) การลดผลกระทบจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ 2) การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการแสวงหาตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง 3) การรักษาแรงส่งและต่อยอดการขยายตัวของการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) 4) การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎระเบียบ และมาตรการทางการค้าของประเทศคู่ค้า



           3.การขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะการเร่งรัดให้โครงการลงทุนที่ได้รับการออกบัตรส่งเสริมการลงทุนไปแล้วเกิดการลงทุนจริง โดยให้ความสำคัญกับ การอำนวยความสะดวกและการแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน, การพัฒนาระบบนิเวศให้เอื้อต่อการลงทุน และ การสร้างประโยชน์ต่อเนื่องจากการลงทุนจากต่างประเทศให้แก่ผู้ประกอบการภายในประเทศ



            4.การรักษาแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐ และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยให้ความสำคัญกับ 1) การเตรียมความพร้อมของโครงการลงทุน เพื่อให้สามารถก่อหนี้ผูกพันและเบิกจ่ายได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2) การดำเนินโครงการภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินฯ โดยเฉพาะในแผนงานที่ 2 ให้เบิกจ่ายและสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) เร่งผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ผ่านการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และการระดมทุนผ่านกองทุน Thailand Future Fund 4) การรักษาพื้นที่ทางการคลังให้เพียงพอสำหรับการรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคต



            5.การเตรียมความพร้อมรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน โดยให้ความสำคัญกับ 1) การบริหารจัดการความมั่นคงทางพลังงาน 2) การดูแลความเพียงพอของวัตถุดิบและสินค้าขั้นกลางที่สำคัญต่อภาคการผลิต และ 3) การติดตามผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานต่อระดับราคาสินค้า และต้นทุนการผลิตอย่างใกล้ชิด



 



#สภาพัฒน์ปรับจีดีพีปี69



Cr:สภาพัฒน์ 



 

ข่าวทั้งหมด

X