ไทย-เมียนมา ลงนามMOU 3 ฉบับ เสริมความร่วมมือด้านแรงงาน การจัดการคุณภาพน้ำ และเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อคุณภาพชีวิตประชาชนสองประเทศ

วันนี้, 16:32น.


           เวลา 11.25 น. ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือเต็มคณะร่วมกับ นายมิน ออง ไลง์ (H.E. Mr. Min Aung Hlaing) ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการ โดยทั้งสองฝ่ายได้หารือเพื่อสานต่อความร่วมมือทวิภาคีในทุกมิติ พร้อมผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน พลังงาน การพัฒนา และการแก้ไขปัญหาข้ามแดน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ 





          ด้านการเมืองและความมั่นคง นายกรัฐมนตรีย้ำความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยและเสถียรภาพตามแนวชายแดนไทย–เมียนมา พร้อมเสนอให้ยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะยาเสพติด การหลอกลวงทางออนไลน์ และการฟอกเงิน ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ เพื่อยกระดับความปลอดภัยของประชาชนและพื้นที่ชายแดนร่วมกัน



          ด้านเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในเสาหลักของความสัมพันธ์ไทย–เมียนมา พร้อมยินดีต่อการกลับมาเปิดใช้จุดผ่านแดนสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่ 2 (แม่สอด–เมียวดี) และเสนอให้ทั้งสองฝ่ายเร่งลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ อำนวยความสะดวกการค้าชายแดน และพัฒนาความเชื่อมโยงด้านคมนาคม เพื่อฟื้นฟูบรรยากาศการค้าและเศรษฐกิจชายแดนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง นอกจากนี้ ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมด้านการค้า (JTC) ภายในปีนี้ พร้อมเสนอให้สานต่อความร่วมมือด้านพลังงาน ส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน พัฒนากลไกการชำระเงินระหว่างกัน และผลักดันการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงไทย–เมียนมา–ภูมิภาค เพื่อยกระดับการค้า การลงทุน และสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน



            ด้านแรงงาน นายกรัฐมนตรียินดีต่อการลงนามความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างไทย–เมียนมา พร้อมย้ำความสำคัญของแรงงานเมียนมาต่อเศรษฐกิจไทย และยืนยันความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของแรงงาน รวมทั้งส่งเสริมการจ้างงานที่ถูกต้องตามกฎหมายผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างทั้งสองประเทศ



             ด้านสิ่งแวดล้อม นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศ จึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันที่จะเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยทั้งสองฝ่ายจะเร่งดำเนินแผนความร่วมมือแก้ไขปัญหาหมอกควันข้ามแดน จัดตั้งคณะทำงานร่วมด้านเทคนิคเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำ และสานต่อความร่วมมือในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการป้องกันอุทกภัย เพื่อยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนร่วมกัน



           ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือในเวลา 12.30 น. นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีเมียนมาได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเเลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือ จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่



          1. บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน และความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาว่าด้วยการจ้างแรงงาน



          2. ขอบเขตหน้าที่ (Terms of Reference: TOR) คณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างไทยและเมียนมา



          3. บันทึกความเข้าใจระหว่างสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กับสำนักงานอวกาศแห่งเมียนมา (Myanmar Space Agency) เรื่องความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสำรวจโลกในทางสันติ 



          ผลลัพธ์จากการแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือในวันนี้แสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ไทย–เมียนมาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ในระดับรัฐบาล แต่เป็นความร่วมมือที่มุ่งแก้ไขปัญหาและสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการบริหารจัดการแรงงานระหว่างสองประเทศ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดน ตลอดจนการนำเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาใช้ประโยชน์เพื่อการพัฒนา ทั้งยังสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของผู้นำทั้งสองประเทศที่จะกระชับความร่วมมือไทย–เมียนมาในทุกมิติ



 



#ไทยเมียนมา



#MOU3ฉบับ



#เมียนมาเยือนไทย



 



 

ข่าวทั้งหมด

X