นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.)วาระเร่งด่วน เพื่อพิจารณาแนวทางดำเนินการกับผู้ที่ถูกตรวจพบว่าทุจริตการสอบแข่งขันว่า ที่ประชุมรับรองมติภายหลังนายวันชัย จันทร์พร ประธาน กสถ. ลงนามยกเลิกบัญชีผู้สอบขึ้นบัญชีเดิม และประกาศขึ้นบัญชีใหม่เรียบร้อยแล้ว พร้อมกำหนดแนวทางปฏิบัติภายหลังการประกาศบัญชีใหม่ โดยผู้ที่สอบได้ตามคะแนนจริงประมาณ 12,000 คน จะได้รับการดำเนินการตามสิทธิที่พึงมี ส่วนผู้ที่มีคะแนนไม่ถูกต้อง จะไม่ถูกขึ้นบัญชี และจะมีการนำผู้มีสิทธิ์ตามคะแนนจริงเข้ามาแทน
จะมีแนวทางจัดการอย่างไรกับผู้ที่สอบได้แต่มีการปรับคะแนนให้ดีขึ้น นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า กลุ่มนี้จะมี 2 ส่วน ส่วนแรก 561 ราย ยังไม่ถูกขึ้นบัญชี ก็จะไม่ได้ขึ้นบัญชี อีกส่วนหนึ่งคือกลุ่มที่สอบผ่านและได้ขึ้นบัญชีบรรจุแล้ว 97 ราย ก็จะมีการนำเสนอแนวทางปฏิบัติเข้าที่ประชุม ก กลาง ในวันพรุ่งนี้ ซึ่งในจำนวน 97 ราย เป็นผู้ที่สอบได้จริง แต่มีคะแนนเพิ่มขึ้น ตำรวจจะมีการสอบสวนถึงสาเหตุของคะแนนที่เพิ่มขึ้นว่าเพิ่มด้วยวิธีการใด ยืนยันหากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริต เมื่อสอบไปถึงจะดำเนินคดีภายหลัง แต่ก็มีสิทธิที่จะโต้แย้ง เช่น บอกว่าตนเองไม่รู้เรื่อง เมื่อตำรวจสอบสวนกลางมีข้อมูลพบว่าจ่ายเงินจริง หรือดำเนินการให้คะแนนเพิ่ม สุดท้ายโทษอาจจะหนัก พ้นจากราชการ ถึงขั้นจำคุก
ด้านนายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในฐานะเลขานุการ กสถ. กล่าวว่า กลุ่มผู้สอบผ่านแต่มีการอัปคะแนนมีประมาณ 774 คน เมื่อตรวจสอบพบว่า ในบัญชีรอบแรกมีผู้ขึ้นบัญชี 561 คน ไม่มารายงานตัว 211 คน และในจำนวน 561 คน เมื่อตรวจเรียงลำดับตามคะแนนจริง จะเหลือผู้ที่ยังอยู่ในบัญชีเพียง 97 คน ส่วนอีก 464 คน จะถูกเพิกถอนเพื่อไปรอคิวตามลำดับคะแนนที่แท้จริง
ส่วนสังคมอาจตั้งข้อสงสัยว่ากลุ่ม 97 คนได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นแต่ยังอยู่ในบัญชี นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า การดำเนินการต้องเป็นไปตามกฎหมาย โดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามข้อ 18 และข้อ 19 หากผู้สอบมีคะแนนดิบผ่านเกณฑ์ก็ถือว่ามีสิทธิ์สอบแข่งขันได้ ส่วนการดำเนินการเรื่องทุจริตเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ป.ป.ท. และหน่วยงานสอบสวน
หากพบหลักฐานว่าผู้ใดเกี่ยวข้องกับการทุจริต ก็จะดำเนินการตามกฎหมายทั้งหมด โดยขณะนี้ยังมีการสอบสวนขยายผล ซึ่งอาจมีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 5 รายที่ถูกตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงก่อนหน้านี้ และเมื่อผลสอบถึงตัวผู้เกี่ยวข้องก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการทางวินัยและทางคดี
ส่วนกรณีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงข้าราชการกระทรวงมหาดไทย 5 ราย นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า เป็นอำนาจของคณะกรรมการสอบสวนที่มีอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นประธาน หากเห็นว่าพยานหลักฐานเพียงพอ ก็สามารถสรุปผลและเสนอให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณา ก่อนเสนอคณะกรรมการ อ.ก.พ. กระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาโทษตามขั้นตอน
ในการประชุม ก.กลาง วันที่ 6 ส.ค. จะมีการเสนอทั้งเรื่องการรับทราบบัญชีรายชื่อใหม่ และแนวทางปฏิบัติต่อผู้ที่ได้รับการบรรจุแล้ว โดยเสนอให้ผู้ที่บรรจุและปฏิบัติราชการมาเกือบ 5 เดือนแล้ว ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเดิม ส่วนผู้ที่ขึ้นบัญชีใหม่จะให้เลือกบรรจุในตำแหน่งว่างที่เกิดขึ้นจากการเพิกถอนรายชื่อ โดยทั้งหมดขึ้นอยู่กับการพิจารณาก.กลาง
#โกงสอบท้องถิ่น
ข่าวทั้งหมด