นายกฯแสดงวิสัยทัศน์เวทีอาเซียน ชู3 แนวทางนำอาเซียนสู่อนาคตที่เข้มแข็งร่วมกัน

วันนี้, 18:42น.


           นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์ของไทยต่ออนาคตอาเซียน ซึ่งมีคณะผู้แทนถาวรประจำสำนักงานเลขาธิการอาเซียน และนักการทูตที่สนใจเข้าร่วม กว่า 100 ประเทศ  นายกรัฐมนตรีเสนอให้อาเซียนเดินหน้าบน 3 แนวทาง ย้ำว่า โลกปัจจุบันกำลังเผชิญความท้าทายที่เชื่อมโยงกันทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคง จึงไม่อาจแก้ไขได้ด้วยประเทศใดประเทศหนึ่ง โดย “ความท้าทายระดับภูมิภาค จำเป็นต้องอาศัยคำตอบในระดับภูมิภาค”



           แนวทางแรก การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยมที่เข้มแข็ง (Stronger Regionalism) นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ในโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น ความเป็นเอกภาพและความเป็นแกนกลางของอาเซียนยิ่งมีความสำคัญ หลักฉันทามติและหลักไม่แทรกแซงกิจการภายในยังคงเป็นรากฐานสำคัญ แต่ควรนำมาใช้อย่างยืดหยุ่นและเหมาะสม เพื่อให้อาเซียนรักษาความเป็นหนึ่งเดียว พร้อมสามารถดำเนินการต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิผล



           สถานการณ์ในเมียนมาเป็นบททดสอบที่ชัดเจน ฉันทามติ 5 ข้อ (Five-Point Consensus) ยังคงเป็นกรอบแนวทางหลักของอาเซียนในการดำเนินการต่อสถานการณ์เมียนมา ประเทศไทยได้สนับสนุนแนวทาง การกลับมามีส่วนร่วมอย่างเหมาะสมและเป็นขั้นเป็นตอน (calibrated re-engagement) โดยมุ่งรักษาช่องทางการเจรจา เปิดพื้นที่สำหรับการมีปฏิสัมพันธ์ และตอบสนองต่อข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ควบคู่กับการส่งเสริมให้เกิดความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม



           แนวทางดังกล่าวดูเหมือนกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ดังจะเห็นได้จากเมื่อวานนี้ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้รับอนุญาตให้เข้าพบ นางออง ซาน ซู จี ซึ่งมีรายงานว่าเธอมีสุขภาพแข็งแรงดี นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยได้ผลักดันมาโดยตลอด และเราหวังว่าจะได้เห็นพัฒนาการเชิงบวกเพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้



           เมียนมาที่สงบสุขและมีเสถียรภาพ ไม่เพียงเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อเอกภาพของอาเซียนและเสถียรภาพของภูมิภาคโดยรวม



            ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะฟื้นฟูความไว้วางใจและเปิดทางให้การเจรจาทวิภาคีดำเนินต่อไป โดยประเทศไทยพร้อมเปิดบทใหม่ของความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ยึดมั่นการแก้ไขความแตกต่างด้วยสันติวิธีและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ควบคู่กับการรักษาเอกภาพและวาระร่วมของอาเซียน



             แนวทางที่สอง การสร้างภูมิคุ้มกันและความพร้อมรับความผันผวน (Greater Resilience) นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า อาเซียนต้องไม่รอให้เกิดวิกฤตแล้วจึงแก้ไข แต่ต้องเตรียมพร้อมล่วงหน้า โดยเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และอาหาร รวมถึงเร่งการเชื่อมโยงทางดิจิทัลและพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี



             ขณะเดียวกัน อาเซียนควรขยายความร่วมมือกับประเทศมหาอำนาจขนาดกลางและประเทศในกลุ่มโลกใต้ เพื่อเพิ่มทางเลือก ลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่ง และรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค



             แนวทางที่สาม การทำให้อาเซียนมีความหมายต่อประชาชนอย่างยั่งยืน (Lasting Relevance) นายกรัฐมนตรีเน้นว่า ความสำเร็จของอาเซียนต้องวัดจากผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้ ทั้งความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน การรับมืออาชญากรรมและภัยคุกคามข้ามพรมแดน การสร้างงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการพัฒนาทักษะให้คนรุ่นใหม่พร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  อาเซียนต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันและกลไกการทำงาน เพื่อให้การตัดสินใจของผู้นำสามารถนำไปสู่การปฏิบัติและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง



              ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การครบรอบ 60 ปีของอาเซียนในปีหน้าจะเป็นโอกาสสำคัญในการกำหนดทิศทางใหม่ของภูมิภาค โดยประเทศไทยพร้อมกลับมามีบทบาทสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพื่อร่วมสร้างอาเซียนที่เข้มแข็งจากภายใน เป็นเอกภาพ พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และสร้างประโยชน์ให้ประชาชนอย่างแท้จริง



#นายกเยือนอินโดนีเซีย



#แสดงวิสัยทัศน์เวทีอาเซียน

ข่าวทั้งหมด

X