รู้จัก'โรคไหลตาย' ภัยเงียบที่ใกล้ตัว

วันนี้, 15:02น.


          บางครั้งคนที่ดูแข็งแรงสุขภาพดี ไม่มีสัญญาณผิดปกติใด ๆ แต่กลับนอนหลับแล้วเสียชีวิตไปเฉย ๆ ความจริงแล้วเบื้องหลังอาจเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าหัวใจที่ทำงานผิดจังหวะอย่างเฉียบพลัน ซึ่งเป็นที่มาของโรคใหลตาย ภาวะที่มักเกิดขึ้นขณะหลับและไม่แสดงอาการเตือนล่วงหน้า ตามมาศึกษากันว่า 



          โรคใหลตาย (Sudden Unexplained Nocturnal Death Syndrome : SUNDS) หมายถึงภาวะการเสียชีวิตกะทันหันขณะนอนหลับโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นหนึ่งในภาวะที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากมักเกิดขึ้นอย่างฉับพลันโดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า และนำไปสู่การเสียชีวิตอย่างรวดเร็วเมื่อหัวใจหยุดเต้น



          ทั้งนี้ อาการดังกล่าวมักเกิดขึ้นในเวลากลางคืน ช่วงเช้ามืด หรือขณะพักผ่อน เนื่องจากเป็นช่วงที่มีความเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและระบบไฟฟ้าหัวใจ โดยเฉพาะการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติที่ส่งผลให้หัวใจเกิดภาวะเต้นผิดจังหวะได้ง่ายขึ้น



          อย่างไรก็ตาม แม้โรคนี้จะพบผู้ป่วยไม่มากนัก แต่เป็นที่รู้จักกันในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีรายงานการพบผู้ป่วยมากกว่าพื้นที่อื่น ๆ และมักพบในเพศชาย อายุระหว่าง 20-50 ปี



          สาเหตุที่แน่ชัดของโรคใหลตายยังไม่สามารถระบุได้ทั้งหมด แต่คาดว่ามีความเกี่ยวข้องกับเรื่องดังต่อไปนี้



1. โรคพันธุกรรมที่ทำให้ระบบไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ



          หนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคใหลตายคือ Brugada Syndrome (บรูกาด้า ซินโดรม) ซึ่งเป็นโรคพันธุกรรมที่ทำให้ยีนที่ควบคุมการไหลเข้า-ออกของโซเดียมในเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติ ส่งผลให้การส่งสัญญาณไฟฟ้าภายในหัวใจบกพร่อง และเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้



          Brugada Syndrome ถือว่าเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้ป่วยโรคใหลตายในประเทศไทย โดยเฉพาะในคนอายุน้อยหรือผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัวมาก่อน ดังนั้นเมื่อพูดถึงโรคใหลตายก็มักจะหมายถึงภาวะในกลุ่ม Brugada เป็นหลัก แต่ในทางการแพทย์ โรคใหลตายจัดอยู่ในกลุ่มความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นขณะหลับ ซึ่งอาจมีหลายสาเหตุ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะโรคเดียว



2. ภาวะหัวใจทำงานผิดปกติอื่น ๆ



          นอกจาก Brugada Syndrome แล้ว ยังมีภาวะอื่นที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงจนหยุดเต้นได้ เช่น ภาวะหัวใจเต้นเร็วหรือหัวใจสั่นพลิ้ว, โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ หรือภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันที่เกิดขึ้นกะทันหัน โดยภาวะเหล่านี้อาจเกิดขึ้นในช่วงพักหรือนอนหลับและทำให้หัวใจหยุดเต้นโดยไม่ทันรู้ตัว



3. ภาวะหยุดหายใจขณะหลับชนิดรุนแรง



          ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับรุนแรงมักมีช่วงที่ออกซิเจนในเลือดลดลงซ้ำ ๆ ในตอนกลางคืน ซึ่งอาจกระตุ้นให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ แม้จะไม่ใช่สาเหตุที่พบมาก แต่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคหัวใจร่วมอยู่แล้ว



4. ความผิดปกติของระดับเกลือแร่ในร่างกาย



          ความผิดปกติของเกลือแร่ เช่น โพแทสเซียมต่ำ/สูง หรือแมกนีเซียมต่ำ สามารถรบกวนการนำสัญญาณไฟฟ้าของหัวใจ ทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงได้ โดยเฉพาะโพแทสเซียม มีบทบาทสำคัญต่อการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ดังนั้นเมื่อระดับโพแทสเซียมผิดปกติ จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อหัวใจ



5. ปัจจัยอื่น ๆ ที่กระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง



          ปัจจัยบางอย่างอาจกระตุ้นให้หัวใจเต้นผิดจังหวะในผู้ที่มีความเสี่ยงอยู่แล้ว ได้แก่



+++การมีไข้สูงสามารถกระตุ้นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ โดยเฉพาะในคนที่มี Brugada Pattern



+++ดื่มแอลกอฮอล์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน



+++ใช้ยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับกลุ่มกดประสาท, ยาต้านซึมเศร้าบางชนิด หรือยาที่มีผลต่อระดับเกลือแร่ในร่างกาย



+++ร่างกายขาดน้ำหรือสูญเสียแร่ธาตุมากเกินไป



+++ใช้สารเสพติด เช่น โคเคน ซึ่งมีผลรุนแรงต่อระบบไฟฟ้าหัวใจ



          ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เกิดโรคใหลตายโดยตรง แต่สามารถกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงจนหยุดเต้นได้



          โรคใหลตายเป็นโรคที่พบไม่บ่อยนัก แต่สำหรับบุคคลที่มีปัจจัยดังต่อไปนี้ร่วมด้วย ถือว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ



+++เพศชายมีความเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง



+++คนมีสมาชิกในครอบครัวที่อายุน้อย เช่น ต่ำกว่า 40-50 ปี หรือญาติสายเลือดเดียวกันเสียชีวิตกะทันหัน โดยไม่ทราบสาเหตุ



+++คนที่มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) แบบ Brugada pattern ซึ่งบ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ 



+++คนที่เคยตรวจพบว่ามีหัวใจห้องบนหรือห้องล่างเต้นผิดจังหวะชนิดรุนแรง



+++คนที่เคยมีอาการหน้ามืดหรือหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุมาก่อน โดยเฉพาะในคนอายุน้อย และมักเป็นลมตอนที่ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไร โดยก่อนหมดสติอาจมีอาการหัวใจเต้นผิดปกติร่วมด้วย หลังฟื้นจากอาการเป็นลม อาจมีอาการเบลอ หรือมีอาการคล้าย ชัก เช่น การเกร็ง หรือกระตุกของร่างกาย



+++คนที่มีอาการผิดปกติอย่างชัดเจนในขณะนอนหลับ เช่น กระสับกระส่ายอย่างมาก หายใจติดขัด หายใจเฮือก หรือมีอาการเกร็ง เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วมีอาการมึนงง หรือปวดศีรษะ



+++คนที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการนอนกรน



+++คนที่เคยรอดชีวิตจากอาการใหลตายมาก่อน



          ผู้ป่วยโรคใหลตายส่วนใหญ่อาจเสียชีวิตโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า แต่บางรายอาจมีอาการบางอย่างที่บ่งชี้ถึงความผิดปกติของหัวใจมาก่อนได้ โดยควรสังเกตอาการเหล่านี้อย่างใกล้ชิด 



+++ใจสั่น



+++เจ็บหน้าอก



+++เวียนศีรษะ



+++วูบ เป็นลม หมดสติไปชั่วขณะ



+++หายใจลำบาก หายใจหอบเฮือก



+++มีอาการคล้ายชัก เช่น แขน-ขาเกร็ง หรือกระตุก



+++มีเสียงหายใจครืดคราดคล้ายละเมอระหว่างนอนหลับ



          หากเจอคนที่ต้องสงสัยว่าหัวใจหยุดเต้นให้ดำเนินการดังนี้



ปลุกอย่างเร็ว เช่น เรียกชื่อแรง ๆ เขย่าตัว ถ้าไม่ขยับ ไม่ลืมตา ไม่ตอบสนอง ให้ถือว่าหมดสติ โทร. 1669 แจ้งว่าพบผู้ป่วยหมดสติ หายใจผิดปกติ/ไม่หายใจ สงสัยภาวะหัวใจหยุดเต้น ปลายสายจะแนะนำขั้นตอนต่าง ๆ ให้ระหว่างรอ



ตรวจดูหน้าอกว่า ขยับขึ้นลงหรือไม่ ชีพจรยังเต้นอยู่ไหม ยังหายใจอยู่หรือไม่ ถ้าหายใจเฮือก ๆ ให้ถือว่า ไม่หายใจ จับผู้ป่วยให้นอนราบบนพื้นแข็ง ๆ แล้วคุกเข่าลงข้าง ๆ ผู้ป่วย จากนั้นเริ่ม CPR วางส้นมือหนึ่งข้างตรงกึ่งกลางหน้าอก (กลางกระดูกอก)วางมืออีกข้างที่ถนัดซ้อนทับกันเหยียดแขนตรง ใช้น้ำหนักตัวกดลงบนหน้าอก ไม่ใช้แรงจากแขนกดให้ลึกประมาณ 5 ซม. ในผู้ใหญ่ใช้ความเร็ว 100–120 ครั้งต่อนาที (จังหวะใกล้เคียงเพลง Stayin’ Alive)ปล่อยหน้าอกเด้งกลับเต็มที่ทุกครั้งก่อนกดครั้งต่อไปอย่าหยุดกดเกิน 10 วินาที ยกเว้นเมื่อจำเป็น ทำต่อเนื่องจนมีเครื่อง AED, ผู้ช่วยมาถึง หรือผู้ป่วยมีการตอบสนอง



          ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคนี้โดยเฉพาะ แต่สำหรับคนที่มีความเสี่ยง แพทย์จะใช้วิธีรักษาตามอาการแบบประคับประคองเพื่อลดความเสี่ยง



 



#ไหลตาย



ขอบคุณข้อมูลจาก : คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย



 



 

ข่าวทั้งหมด

X