กรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ว่าเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น เกิดจากความขัดแย้งสายสีน้ำเงิน พร้อมแนะนำให้ทบทวนมาตรการไม่ให้กระทบคนสุจริต นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า เกี่ยวอะไรกับสีน้ำเงิน เรื่องนี้เป็นระบบสอบของทางราชการ อย่าไปสรุปอะไรอย่างนั้น และตอนนี้มี 7 หน่วยงาน ที่เข้ามาดำเนินการสืบสวนสอบสวนเอาผิดอยู่ นี่ไม่ใช่การสืบสวนหาข้อเท็จจริงแล้ว แต่ถึงขั้นตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้กระทำผิด และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรวมถึงเอาผิดกับผู้ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เหมือนเป็นการทำผิดกฎหมาย ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองเลยแม้แต่น้อย นี่เป็นเรื่องระบบที่ตนก็ยกเลิกไปแล้ว 3 ปี และตอนนี้ก็มีการสอบ และใช้ทีโออาร์ มันถึงได้ยาก เพราะเป็นทีโออาร์ใหม่ แต่เขาก็อุกอาจเข้าไปแก้ในระบบไฟล์คอมพิวเตอร์ คงตื่นตระหนกเสียจนทำอะไรได้ก็ทำก่อน เหมือนคนกำลังจะจมน้ำ
อย่างไรก็ตาม ตรงนี้เป็นหน้าที่ของ 7 หน่วยงาน ที่ตนได้ตั้งขึ้นมาให้มีการลงนามกันเป็น MOU ในการปราบปราม และคิดอยู่แล้วว่ามันจะต้องเกิดแน่ๆ ถึงตั้งหน่วยงานเหล่านี้ขึ้นมาทำงาน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะที่เป็นทั้งนายกฯและ รมว.มหาดไทย จะทำอย่างไรให้ภาพลักษณ์ของกระทรวงมหาดไทย ที่ตอนนี้ประชาชนมองในด้านลบ กลับมาเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนอีกครั้ง นายกฯกล่าวว่า ก็ต้องเร่ง ซึ่งวิธีการสอบต้องยึดถือกฎเกณฑ์การสอบ แต่คนที่ทำผิดคงมองเห็นผลประโยชน์มากกว่าความถูกต้อง เมื่อเห็นเรื่องผลประโยชน์ และในอดีตคิดว่าสิ่งที่เคยทำในอดีตสามารถทำได้ แต่จริงๆ ตัวการป้องกันในการสอบล่าสุดตามทีโออาร์แทบจะไม่มีคนกล้าเข้ามา โดยให้ มศว ทำซึ่งเขาก็ทำได้อย่างดี สมัยก่อนข้อสอบตรวจกันที่จังหวัดที่สอบ แต่ตอนนี้มาตรวจส่วนกลาง เก็บไว้มิดชิดแน่นหนา แต่ในทีโออาร์ เหมือนเขียนการทำลายข้อสอบหรือชีตว่าจะทำลายทุกปี เขาคงหวังว่าคงปิดอะไรได้ เพราะมีการสอบตั้งแต่เดือน ธ.ค.68 และผ่านมา 6 เดือนแล้วลากไปอีก 6 เดือน ต้นขั้วคงถูกทำลายไป พิสูจน์อะไรไม่ได้ แต่พอมีเรื่องขึ้นมา ทุกคนและหน่วยงานทั้งหลายคงพิสูจน์อะไรไม่ได้ แต่พอมีเรื่องขึ้นมาทุกหน่วยงานก็เข้าไปยันไว้ก่อนตอนนี้ ข้อสอบต้นขั้วก็ถูกอายัดแล้ว และจัดทำเป็นไฟล์ไว้หมดแล้ว ส่วนเรื่องการเข้าไปแก้ไฟล์ใหญ่ในคอมพิวเตอร์ ก็ยิ่งชัดเข้าไปใหญ่ เพราะต้นขั้วเป็นคะแนนแบบหนึ่งแต่ในคอมพิวเตอร์เป็นอีกแบบหนึ่ง ฉะนั้น ดูพฤติกรรมตรงนี้ก็รู้อยู่แล้ว ว่าเป็นเรื่องที่กระทำโดยไม่สุจริตแน่นอน
เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่าในยุคนี้จะสามารถถอนรากถอนโคนขบวนการเหล่านี้ให้หมดสิ้นได้ นายอนุทินกล่าวว่า ก็ต้องมั่นใจ เพราะพวกตนไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยก็ทุบอย่างเดียว ใครทำผิดบอกแล้วทำไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าทำในโครงสร้างพื้นฐานระบบราชการ
“คุณซื้อขายตำแหน่งตั้งแต่เข้ามาเป็นราชการ โอ้โห พูดง่ายๆ คือส่งเสริมให้ทำความชั่วตั้งแต่วันแรกของการรับราชการ และความชั่วนั้นก็ชั่วไปตลอด ต้องทนกับเขาตั้ง 30 ถึง 40 ปี ให้เขาทำความชั่วอย่างนั้นหรือ ผมก็ไม่เข้าใจ ที่ผู้สื่อข่าวสื่อถามเกี่ยวอะไรกับการทะเลาะกันในสีน้ำเงิน มันไม่เกี่ยวกันเลย นี่เป็นเรื่องของระบบราชการ ไม่มีการเมือง ไม่มีอะไร ใครทำผิดโดนใครก็คนนั้น ไม่มีการช่วยเหลือ เรื่องไม่ช่วยใคผมมีชื่อเสียงตรงนี้ เลิกคบกันไปไม่รู้กี่คนแล้ว ซึ่งก็ไม่มีปัญหา” นายกฯกล่าว
เมื่อถามว่า ในฐานะ รมว.มหาดไทย พอเกิดประเด็นข่าวนี้ขึ้นมารู้สึกฉุนมากหรือไม่ นายกฯหัวเราะ พร้อมกล่าวว่า ไม่ใช่ฉุนอย่างเดียว และตนเป็นคนยกมา 3 ปี การสอบเที่ยวนี้ที่เป็นเรื่องเป็นราว เป็นการสอบท้องถิ่น ไม่ใช่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทย เพราะข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ต้องผ่านช่องทาง ก.พ. ซึ่งมีมาตรฐานทางราชการ แต่นี่เป็นการสอบท้องถิ่น กระบวนการใครตั้งขึ้นมา ไม่ใช่ตน มีกฎหมายการกระจายอำนาจ ทุกอย่างมีคณะกรรมการ ก็ต้องไปดูตรงนั้น
“ผมทราบเรื่องก็บอกให้ชะลอการบรรจุ พอผมชะลอการบรรจุ สถ.ก็บอกไม่ชะลอให้บรรจุเลย นี่ไง ผมยิ่งไม่ต้องกังวลใหญ่เลย เพราะผมได้ทำในขอบเขตอำนาจไปเรียบร้อยแล้ว ใครที่ทำเกินอำนาจที่ผมมีอยู่คนนั้นก็ต้องไปรับผิดชอบ ผมไม่ได้บอกว่าเขามาก้าวก่ายอำนาจของผม อำนาจใครอำนาจมัน แต่ในส่วนของผมได้ป้องกันไว้หมดแล้ว พอผมป้องกันแล้ว ต่อจากนี้ไปใครผิด ผมก็ร่วมกันฟาดก็แค่นั้น” เมื่อถามว่า แบบนี้ถือเป็นการดื้อต่ออำนาจเจ้ากระทรวงหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า เขาไม่ใช่ลูกน้องตน กรรมการเหล่านี้ไม่ใช่ผู้ใต้บังคับบัญชาของตน ผู้ใต้บังคับบัญชาของตนที่อยู่ในกรรมการนี้ก็ทำตามข้อสั่งการของตนทุกคน"
สำหรับผู้ที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งไปแล้ว นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ระบุว่า จะต้องเรียกตัวกลับทั้งหมด โดยยอมรับว่าผู้ที่ได้รับการบรรจุบางส่วนเป็นผู้ที่อยู่ในกระบวนการทุจริต จึงถือว่ามีความผิด เพราะแม้จะได้รับการบรรจุไปแล้ว แต่การทุจริตไม่ได้สิ้นสุดลงหรือสูญหายไป
#ทุจริตสอบท้องถิ่น
ข่าวทั้งหมด