กรมการค้าภายใน เข้ม ตรวจสอบราคาสินค้า-ชี้น้ำมันขึ้นไม่ได้เป็นปัจจัยหลัก สินค้าขึ้นราคาได้

วันนี้, 19:55น.


          ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชน นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ทำการวิเคราะห์ราคาน้ำมันดีเซลที่ลิตรละ 50 บาท ที่มีผลกระทบต่อต้นทุนราคาสินค้า พบว่า มีผลกระทบแตกต่างกัน เฉลี่ย 0.7-44.4% แล้วแต่สินค้า โดยแยกเป็น 5 หมวด ได้แก่



1. อาหารและเครื่องดื่ม กระทบ 1.6-12.1%



2. ของใช้ประจำวัน กระทบ 1.4-16.2%



3. ปัจจัยการเกษตร กระทบ 44.4%



4. วัสดุก่อสร้าง กระทบ 1.5-2.1%



5. อาหารสด กระทบ 0.7-3.2%



          ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากดีเซล จะทำให้สินค้าปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทันที เพราะต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วย และการปรับขึ้นราคา จะพิจารณาต้นทุน โครงสร้างราคา และหากจำเป็น ก็จะให้ปรับขึ้นน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นภาระประชาชนมากเกินไป



          ล่าสุด มีสินค้าควบคุมในกลุ่มที่ต้องขออนุญาตก่อนปรับราคาจำนวน 15 รายการ ได้ยื่นขอปรับราคาเข้ามาแล้ว เช่น น้ำมันปาล์ม ยื่นมา 4 ราย กรมกำลังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ต้นทุน ตรวจสอบสต๊อกเก่า โดยยอมรับว่า ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นจริง หากพิจารณาจากปี 68 ราคาผลปาล์มอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 5.73 บาท น้ำมันปาล์มดิบ กก.ละ 33.47 บาท น้ำมันปาล์มขวด 48 บาท แต่ปี 69 ราคาผลปาล์มขยับขึ้นไป กก.ละ 8 บาท น้ำมันปาล์มดิบ กก.ละ 41.75 บาท และน้ำมันปาล์มขวด 42-50 บาท ซึ่งตามปกติช่วงห่างระหว่างน้ำมันปาล์มดิบกับน้ำมันปาล์มขวดจะอยู่ที่ 12-15 บาท แต่ตอนนี้ห่างแค่ 0.25-8 บาท มีแนวโน้มว่าต้องให้ปรับขึ้น แต่จะขอความร่วมมือค่อย ๆ ขยับราคา เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนจนเกินไป



          ส่วนสบู่ แชมพู มีผู้ผลิตยื่นขอปรับราคาเข้ามาแล้ว กรมฯ กำลังพิจารณาโครงสร้างราคา ต้นทุน โดยมีเวลาในการพิจารณา 2 สัปดาห์ และหากจำเป็นต้องปรับขึ้นราคา ก็จะพิจารณาให้ปรับเท่าที่จำเป็น แต่ถ้าปกติกำไร 5% ต้นทุนเพิ่ม 2% ก็อาจจะขอความร่วมมือให้ชะลอไปก่อน



          สำหรับสินค้าอื่น ๆ ที่อยู่ในบัญชีควบคุมและต้องขออนุญาตก่อนปรับราคา อาทิ ปลากระป๋อง ยังไม่มีการขอปรับราคา มีแต่หารือว่า ต้นทุนเริ่มเพิ่มสูงขึ้น ทั้งพลาสติกและปลา บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไม่มีการปรับราคา ผู้ผลิตยินดีรับภาระต้นทุนและลดกำไรลง นมผง นมพร้อมดื่ม เริ่มมีปัญหาวัตถุดิบ ในส่วนของกล่องและพลาสติก แต่ยังไม่ขอปรับราคา ที่เหลือทั้งกระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช อาหารสัตว์ หน้ากากอนามัย วัสดุก่อสร้าง (เหล็กแผ่นเคลือบ ดีบุกโครเมียม) ยังไม่มีการขอปรับราคา



          ในส่วนของปุ๋ยเคมี ยังไม่มีการขอปรับราคา แต่ผู้ผลิตแจ้งว่ามีต้นทุนสูงขึ้น โดยปกติปุ๋ยยูเรีย ราคา 500 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน เพิ่มขึ้นเป็น 800 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ส่วนใหญ่นำเข้าจากตะวันออกกลาง แต่ยังนำเข้าไม่ได้ จึงมีการหาแหล่งนำเข้าเพิ่มจากมาเลเซียและบรูไน แต่ก็มีเจ้าอื่นมาแย่ง หรืออาจได้จำกัด ซึ่งต้องยอมรับว่าครั้งนี้รุนแรงกว่าปกติ แรงกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน



          ปัจจุบัน ปุ๋ยยูเรียมีจำนวน 3.43 แสนตัน กำลังนำเข้า 2.34 แสนตัน ปริมาณรวมพร้อมใช้ 5.77 แสนตัน คาดว่าจะใช้เดือน เม.ย. 69 จำนวน 2.76 แสนตัน คงเหลือ 3 แสนตัน คาดว่าจะใช้ได้ถึงกลางเดือน พ.ค. 69    



          ขณะนี้อยู่ระหว่างหานำเข้าเพิ่ม ทั้งจากมาเลเซีย บรูไน และจากตะวันออกกลาง ซึ่งใกล้จะมีข่าวดี คือเรือ 5 ลำที่ขนปุ๋ย ได้รับแจ้งจากกระทรวงการต่างประเทศว่า กำลังเจรจากับอิหร่าน และอยู่ระหว่างการยืนยันเรือ



          ทั้งนี้ หากจะมีการขอปรับราคา โดยจะพิจารณาต้นทุนนำเข้าที่แท้จริง และการปรับราคาจะให้กระทบต่อเกษตรกรน้อยที่สุด ส่วนราคาปุ๋ยที่มีการร้องเรียนว่าขึ้นราคา กรมฯ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว 1,065 แห่ง พบทำผิด 48 ราย ดำเนินการเอาผิดแล้ว 6 ราย แยกเป็นไม่ปิดป้ายราคา 4 ราย ขายแพง 2 ราย ส่วนที่เหลือ 42 ราย แจ้งว่า ต้นทุนมาสูง ก็ต้องตรวจสอบย้อนกลับว่าซื้อมาจากใคร ราคาเท่าไร หากพบว่า มีการค้ากำไรเกินควร ก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป



          ด้านเม็ดพลาสติก เป็นสินค้าที่ไม่เคยควบคุมมาก่อน และเมื่อเป็นสินค้าควบคุมแล้ว ได้มีมาตรการให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้แทนจำหน่าย ผู้ซื้อเม็ดพลาสติกเพื่อนำไปผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ ต้องแจ้งราคา ปริมาณ และรายละเอียดเม็ดพลาสติกเป็นรายสัปดาห์



          โดยกรมฯ ได้เข้าไปตรวจสอบ พบว่า มี 3 กลุ่มที่จะกระทบต่อประชาชนและเกษตรกร ได้แก่ 1. หีบห่อหาร อาทิ กล่อง ถุงร้อน ถุงหิ้ว ถุงขยะ 2. กระสอบใส่ปุ๋ย และ 3. ถุงเลือด ถุงน้ำเกลือ ซึ่ง 3 กลุ่มนี้ คิดเป็น 50% ของการใช้พลาสติกทั้งหมด ซึ่งจะเน้นการกำกับดูแลใน 3 กลุ่มนี้ให้เหมาะสม เพราะปัจจุบันวัตถุดิบเม็ดพลาสติกมีเพียงพอ แต่มีราคาสูงขึ้น อย่างพอลิเอทิลีน (PE) ไม่ได้ขาดแคลน ส่วนโพลีโพรพิลีน (PP) ก็เพียงพอ แต่อาจต้องนำเข้าเพิ่ม และยังมีการตั้งคณะทำงานบริหารห่วงโซ่อุปทาน มากำกับดูแลต้นทุน ราคาและป้องกันการกักตุนแล้ว



 



#สินค้ามีต้นทุน



แฟ้มภาพ

ข่าวทั้งหมด

X