หุ้นไทยทะลุ 1,500 จุด หวังสหรัฐเจรจาอิหร่าน ADBคาดผลกระทบสงคราม เศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลก

วันนี้, 11:35น.


          ความคาดหวังสหรัฐเจรจาอิหร่าน ในวันเสาร์ที่ 11 เมษายน นี้ ส่งผลทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดตลาดเช้าวันนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 13 จุด ทะลุ 1,500 จุด เมื่อเวลา 10.21 น. ดัชนี SET อยู่ที่ 1,503.47 จุด เพิ่มขึ้น 13.81 จุด (+0.93%)



          นักวิเคราะห์มองว่า ดัชนี SET ช่วงเช้าปรับตัวขึ้นกว่า 10 จุด มาแตะระดับ 1,500 จุด โดยที่แรงหนุนหลักมาจากแรงซื้อหุ้นในกลุ่มอิเล็คทรอนิกส์ นำโดย DELTA ที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่น และแรงซื้อหุ้นขนาดใหญ่อื่นๆ ที่เข้ามาก่อนช่วงหยุดยาวในเทศกาลสงกรานต์ ประกอบกับ Sentiment บวกของตลาดที่คาดหวังการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่านในวันพรุ่งนี้ ทำให้ความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางผ่อนคลายลง



          ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ  (ADB) เปิดเผยรายงาน "Asian Development Outlook" ในวันนี้ (10 เม.ย.) ระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย มีแนวโน้มชะลอตัวลง แม้ราคาน้ำมันมีแนวโน้มที่จะเริ่มทรงตัวในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เนื่องจากผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางได้สร้างผลกระทบทั่วทั้งภาคอุตสาหกรรม  ตั้งแต่ภาคการผลิตไปจนถึงการท่องเที่ยว  



          ADB คาดการณ์ว่า การที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้เปิดฉากการทำสงครามกับอิหร่านจะขัดขวางการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย โดยคาดว่าการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในภูมิภาคนี้มีแนวโน้มลดลงเหลือ 5.1% ในปีนี้ จากระดับ 5.4% ในปี 2568



          ตัวเลขคาดการณ์ในรายงานฉบับนี้ เป็นรายงานการสรุปสถานการณ์เศรษฐกิจหลังจากสงครามอิหร่านเริ่มต้นไปประมาณกว่า 1 สัปดาห์ โดยสงครามได้เปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. และการคาดการณ์ดังกล่าวอยู่บนสมมติฐานที่ว่าราคาน้ำมันจะค่อย ๆ กลับคืนสู่ระดับปกติและเคลื่อนตัวไปสู่ระดับก่อนเกิดสงครามภายในสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังคงมีความผันผวน โดยราคาน้ำมันมีการแกว่งไปตามสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นรายวัน



          ADB คาดการณ์ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงสู่ระดับ 4.6% ในปีนี้ จากระดับ 5% ในปี 2568 โดยการบริโภคภาคเอกชนของจีนซึ่งมีระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของเอเชีย ยังคงซบเซา



          ขณะเดียวกัน ADB คาดการณ์ว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจอินเดียลดลงเหลือ 6.9% ในปี 2569 จาก 7.6% ในปี 2568 เนื่องจากปัจจัยลบจากภายนอก แม้ว่าเศรษฐกิจจะยังได้รับแรงหนุนจากการบริโภคที่แข็งแกร่งภายในประเทศก็ตาม



          ส่วนการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีแนวโน้มทรงตัวเป็นวงกว้าง และคาดว่าการขยายตัวของกลุ่มเศรษฐกิจขั้นสูง (advanced economies) ในเอเชียและแปซิฟิกจะลดลงจาก 2.5% ในปี 2568 มาอยู่ที่ระดับ 2.2% ในปี 2569 เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจในฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และไต้หวัน



           ทั้งนี้ ADB ได้มีการจัดประเภทเศรษฐกิจบางประเทศใหม่ให้เป็นเศรษฐกิจขั้นสูง แทนที่จะเป็นประเทศกำลังพัฒนา



          นอกจากนี้ ADB คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียจะเร่งตัวขึ้นแตะระดับ 3.6% ในปี 2569 จากระดับ 3% ในปี 2568 โดยมีสาเหตุหลักมาจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันคาดว่าต้นทุนการผลิตภาคการเกษตรและราคาอาหารจะพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากภูมิภาคนี้ต้องพึ่งพาตะวันออกกลางในแง่ของการนำเข้าปุ๋ยและปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงยูเรียและแอมโมเนีย



 



#สงครามตะวันออกกลาง 



#หุ้นเอเชีย

ข่าวทั้งหมด

X