มติคณะกรรมการคดีพิเศษ 2ต่อ3 ให้DSIรับคดีกักตุนน้ำมัน เป็นคดีพิเศษ

วันนี้, 20:09น.



นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ครั้งที่ 1/2569 พร้อมด้วย พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รองประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรรมการและเลขานุการ และคณะกรรมการคดีพิเศษโดยตำแหน่งและผู้ทรงคุณวุฒิ การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งแรกของปี พ.ศ. 2569 โดยผลการประชุมมีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้




1. ที่ประชุมมีมติรับทราบ รายงานผลความคืบหน้าคดีสำคัญ ได้แก่ กรณี การสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคล ที่กระทำความผิดเป็นอั้งยี่ ตามมาตรา 209 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง




2. ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 2 เรื่อง




2.1 ให้ออกประกาศ กคพ. (ฉบับที่ 10 ) พ.ศ. .... เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 โดยกำหนดรายละเอียดลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษของกฎหมาย เพิ่มเติม 3 เรื่อง ได้แก่ (1) คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (2) กฎหมายว่าด้วยมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และ (3) กฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า




2.2 มีมติเป็นเอกฉันท์ รับ กรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดจากการกระทำของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือมาตรา 10 หรือผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อนหรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบ เป็นคดีพิเศษ




โดยให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสอบสวนคดีเป็นคดีพิเศษ ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2)แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และมารายงานความคืบหน้าให้ที่ประชุมทราบ



           คณะกรรมการคดีพิเศษ มีมติรับคดี “กักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ในช่วงน้ำมันขาดแคลนจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง เป็นคดีพิเศษ โดยใช้กรณีคลังน้ำมันสุราษฎร์ฯ กักตุนน้ำมัน เป็นเคสตั้งต้น



           นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งโรงกลั่นขนาดย่อยในจังหวัดสมุทรสาคร และบริษัทคลังน้ำมันในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อตรวจสอบคลังน้ำมันของผู้ค้าน้ำมัน และจากการลงพื้นที่เป้าหมาย พบผู้ค้าน้ำมันมีการรับน้ำมันเข้าคลังมากกว่าการขายออก ภายหลังการประชุมนาน 1 ชั่วโมง คณะกรรมการคดีพิเศษ มีมติให้คดีกักตุนน้ำมัน ในช่วงน้ำมันขาดแคลนจากภาวะสงครามตะวันออกกลาง เป็นคดีพิเศษ 



            ด้านพ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า คณะกรรมการคดีพิเศษ มีมติ 2 ใน 3 กรณีกักตุนน้ำมัน โดยให้กรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิง ตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ต้องเกิดจากการกระทำของลูกค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 และมาตรา 40 รวมถึงผู้ค้าน้ำมัน ไม่ว่าจะจดทะเบียนหรือไม่ก็ตาม โดยมีลักษณะทำเป็นขบวนการ หรือมีความซับซ้อน หรือก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบ ให้รับเป็นคดีพิเศษ



           หลังจากนี้จะตั้งคณะพนักงานสอบสวน โดยจะทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง มาร่วมเป็นคณะพนักงานสอบสวนทำคดีนี้ด้วย 



           อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเรือน้ำมัน 99 เที่ยวเรือ พบความผิดปกติ 24 เที่ยวเรือ ในลักษณะของการเดินทางล่าช้า ประวิงเวลาระหว่างขนส่ง เดินเรือไม่เป็นไปตามเส้นทางตามปกติ คิดเป็นปริมาณน้ำมันที่เกี่ยวข้องราว 60 ล้านลิตร แต่ยังไม่ยืนยันว่าเป็นกรณีน้ำมันสูญหาย โดยใน 24 เที่ยวเรือที่พบความผิดปกติหรือไม่  เพราะเป็นเรือจากบริษัทเอกชนหลายบริษัท เรือบางลำมีการวิ่งหลายเที่ยว ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึกต่อไป



 



#คดีกักตุนน้ำมัน



#DSI



Cr:กรมสอบสวนคดีพิเศษ

ข่าวทั้งหมด

X