คณะกรรมการคดีพิเศษ มีมติรับคดี “กักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ในช่วงน้ำมันขาดแคลนจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง เป็นคดีพิเศษ โดยใช้กรณีคลังน้ำมันสุราษฎร์ฯ กักตุนน้ำมัน เป็นเคสตั้งต้น
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หลังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งโรงกลั่นขนาดย่อยในจังหวัดสมุทรสาคร และบริษัทคลังน้ำมันในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อตรวจสอบคลังน้ำมันของผู้ค้าน้ำมัน และจากการลงพื้นที่เป้าหมาย พบผู้ค้าน้ำมันมีการรับน้ำมันเข้าคลังมากกว่าการขายออก ภายหลังการประชุมนาน 1 ชั่วโมง คณะกรรมการคดีพิเศษ มีมติให้คดีกักตุนน้ำมัน ในช่วงน้ำมันขาดแคลนจากภาวะสงครามตะวันออกกลาง เป็นคดีพิเศษ
ด้านพ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า คณะกรรมการคดีพิเศษ มีมติ 2 ใน 3 กรณีกักตุนน้ำมัน โดยให้กรณีความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิง ตามนิยามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ต้องเกิดจากการกระทำของลูกค้าน้ำมัน ตามมาตรา 7 และมาตรา 40 รวมถึงผู้ค้าน้ำมัน ไม่ว่าจะจดทะเบียนหรือไม่ก็ตาม โดยมีลักษณะทำเป็นขบวนการ หรือมีความซับซ้อน หรือก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบ ให้รับเป็นคดีพิเศษ
หลังจากนี้จะตั้งคณะพนักงานสอบสวน โดยจะทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง มาร่วมเป็นคณะพนักงานสอบสวนทำคดีนี้ด้วย
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบเรือน้ำมัน 99 เที่ยวเรือ พบความผิดปกติ 24 เที่ยวเรือ ในลักษณะของการเดินทางล่าช้า ประวิงเวลาระหว่างขนส่ง เดินเรือไม่เป็นไปตามเส้นทางตามปกติ คิดเป็นปริมาณน้ำมันที่เกี่ยวข้องราว 60 ล้านลิตร แต่ยังไม่ยืนยันว่าเป็นกรณีน้ำมันสูญหาย โดยใน 24 เที่ยวเรือที่พบความผิดปกติหรือไม่ เพราะเป็นเรือจากบริษัทเอกชนหลายบริษัท เรือบางลำมีการวิ่งหลายเที่ยว ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบเชิงลึกต่อไป
#คดีกักตุนน้ำมัน
#DSI
Cr:กรมสอบสวนคดีพิเศษ
ข่าวทั้งหมด