ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค เดือนมี.ค. 69 ปรับตัวลดลงจากระดับ 53.7 เป็น 51.8 โดยเป็นการปรับตัวลดลงอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนต.ค. 68 เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยและค่าครองชีพของประชาชน
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 45.5 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางาน อยู่ที่ 49.8 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 60.2
ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค มี.ค.ปรับลงมากสุดในรอบ 6 เดือน กังวลภาวะสงคราม ดันราคาน้ำมันพุ่งกระทบค่าครองชีพ ทั้งนี้ ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เนื่องจากรอดูความชัดเจนของสถานการณ์สงครามว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร รุนแรงมากน้อยเพียงใด และจะยุติเร็วแค่ไหน ตลอดจนมาตรการของรัฐบาลในการบรรเทาผลกระทบจากภาวะสงครามและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น และมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะเป็นอย่างไร
รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนมี.ค. นี้ ยังไม่ครอบคลุมสถานการณ์ราคาน้ำมันมากนัก เนื่องจากการปรับขึ้นราคาที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกิดขึ้นในเดือนมี.ค. 69 ซึ่งในการสำรวจรับรู้ราคาที่เพิ่มขึ้นไปเพียง 11 บาท/ลิตร แต่ตอนนี้เฉลี่ยราคาน้ำมันขึ้นไปแล้วประมาณ 18 บาท/ลิตร
อย่างไรก็ตาม เห็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า ทุกครั้งที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะดีเซล จะทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงต่อเนื่อง โดยจากสถิติจากที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเก็บข้อมูล พบว่า มี 3 ปัจจัยที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงได้ต่อเนื่อง คือ 1. น้ำมัน ซึ่งมีผลต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง 2. ภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไป เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก หรือภาวะโรคภัย และ 3. เสถียรภาพทางการเมือง เรื่องการประท้วงนอกสภาฯ
สะท้อนว่าการที่ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น เป็นตัวบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค แต่สถานการณ์ทางการเมืองของไทยมีความเข้มแข็ง สะท้อนจากดัชนีทางการเมืองเป็นเพียงตัวเดียวที่ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่าน ๆ มา ถือว่าเป็นมิติบวกที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มีภาพที่ประชาชนมองว่าการเมืองไทยมีเสถียรภาพ และรัฐบาลยังทำงานแม้ว่าจะมีกระแสวิจารณ์ในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน ทั้งนี้ การที่รัฐบาลยังทำงาน และภาพของมุมมองของผู้บริโภคที่มองว่าการเมืองนิ่ง จะเป็นปัจจัยที่ทำให้การดำเนินมาตรการของรัฐ การกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำได้ชัดเจนและสามารถทำได้อย่างเต็มที่
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังไม่ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 เนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังไม่นิ่ง โดยประเมิน 3 ฉากทัศน์ โดยมองค่ากลาง GDP ไว้ที่ 2% โดยแบ่งเป็น
1. สงครามยืดเยื้อ 1 เดือน ประเมิน GDP อยู่ที่ 1.6%
2. สงครามยืดเยื้อ 1-3 เดือน ประเมิน GDP อยู่ที่ 1-1.5%
3. สงครามยืดเยื้อบานปลาย 6 เดือนขึ้นไป ประเมิน GDP อยู่ที่ 0% ถึงติดลบ
รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า หากสถานการณ์สงครามไม่ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนมากนัก และเศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มคลายตัวในช่วงกลางไตรมาส 3/69 ประกอบกับเงื่อนไขว่ารัฐบาลจะใช้นโยบายคนละครึ่งพลัส ซึ่งถ้าใช้งบประมาณใกล้เคียงครั้งที่แล้ว 40,000 ล้านบาท และใช้สำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 20,000 ล้านบาท ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 69 น่าจะเติบโตอยู่ที่ 1-1.5% แต่หากสถานการณ์พลิกผันไปจากเดิม สงครามยืดเยื้อบานปลายมากขึ้น และราคาน้ำมันแพงขึ้น ก็จะมีการวิเคราะห์สถานการณ์ใหม่อีกครั้ง โดยจะขอรอดูสถานการณ์และตัวเลขก่อน ซึ่งคาดว่าจะมีการปรับประมาณการในเดือนมิ.ย. 69
บรรยากาศของการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคยังอยู่ในช่วงระมัดระวัง การค้าขายไม่ค่อยคึกคัก แต่สัญญาณของการท่องเที่ยวและการส่งออก ยังไม่เห็นภาพในเชิงลบ ดังนั้น เศรษฐกิจไทยยังมีพื้นฐานในการเติบโตมากกว่า 1% ได้ โดยการส่งออกมองว่า 1-3% ยังมีความเป็นไปได้ แต่สถานการณ์ยังไม่ชัด จากการสอบถามภาคการขนส่งทางเรือระบุว่าตอนนี้เรือว่างพอสมควร ดังนั้น การส่งออกชะลอลงแน่นอน แต่ข้อดีคือภาษีสหรัฐฯ เราเหลือ 15% ดังนั้น บรรยากาศของโลกไม่ถูกกดดันจากสงครามการค้า แต่สงครามจริงกดดันเรื่องราคาน้ำมัน ถ้าการเจรจาต่อรองหยุดยิงทำได้เร็ว ก็จะเห็นแนวโน้มเห็นภาพของส่งออกที่ชัดขึ้น
#ดัชนีผู้บริโภค
Cr:ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ข่าวทั้งหมด