ผลประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ ยกราคาน้ำมันประเทศเพื่อนบ้านยังสูงกว่าไทย-ควบคุมราคาสินค้า

วันนี้, 16:38น.


          สถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือคนไทย ภายหลังการประชุม คณะรัฐมนตรี หรือครม.นัดพิเศษ เกี่ยวกับการดูแลประชาชนเพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตพลังงานของโลกจากสงครามในตะวันออกกลาง ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงข่าวโดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน, นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน, นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ร่วมแถลงข้อมูลและมาตรการต่าง ๆ โดยนายเอกนิติ กล่าวว่า แม้จะอยู่ระหว่างจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่จะใช้กลไกในด้านกฎหมายเท่าที่ทำได้ โดยให้เป็นไปตามกฎหมาย



           ปลัดกระทรวงพลังงาน ยังได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท เมื่อวานนี้ (25 มี.ค.) ว่า เมื่อวานตอนที่ตัดสินใจ คุยกันนานและก็หนักใจ แต่ด้วยสถานการณ์ความรุนแรงที่คาดไม่ถึง ซึ่งช่วงแรกไม่คิดว่าจะรุนแรงและยาวนานขนาดนี้ รัฐบาลจึงพยายามตรึงราคาให้ได้ และผ่อนมาเหลือ 33 บาทต่อลิตร ต้องยอมรับว่าด้วยสถานการณ์สู้รบที่รุนแรง กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฯ เอาไม่อยู่ ประกอบกับเรื่องของการลักลอบ กักตุนและเก็งกำไร ทำให้น้ำมันที่นำเข้าระบบกว่า 86 ล้านลิตร ซึ่งมากกว่าปกติ 20% หายไป



           สำหรับ มาตรการราคาเป็นเพียงมาตรการหนึ่ง และขณะนี้ราคาน้ำมันในประเทศเพื่อนบ้านสูงกว่าไทย เช่น มาเลเซียอยู่ที่ 45 บาทต่อลิตร สิงคโปร์อยู่ที่ 100 บาทต่อลิตร เมียนมาและลาว อยู่ที่ 60-70 บาทต่อลิตร ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนจึงตรึงราคาโดยตลอด ถามว่าราคาน้ำมันจะถึงลิตรละ 50 บาทหรือไม่นั้น ตอบไม่ได้ ราคาอาจจะลงก็ได้ หากหยุดรบ ดังนั้นราคาน้ำมันจากนี้ไปจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การสู้รบ หากดีขึ้นก็จะลดภาษีก็จะลดราคา สถานการณ์ก็จะมีทั้งบวกและลบ ขณะนี้ราคาน้ำมันไม่ได้กำหนดเพดานไว้ และให้เป็นไปตามกลไกการตลาด แต่กองทุนน้ำมันยังคงเป็นตัวช่วยอยู่ ไม่ได้ถอนออกไป



           ด้านรมว.พาณิชย์ กล่าวถึงมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ ว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน ทำงานร่วมกับพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ และคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการระดับจังหวัด โดยขณะนี้มีสินค้าควบคุมที่พาณิชย์ดูแล 59 รายการ และจะเพิ่มเติมอีก 7 รายการ เช่น เมล็ดพลาสติก น้ำดื่มบรรจุขวด และซอสปรุงรส เป็นต้น รวมเป็น 66 รายการ



          ขณะเดียวกันได้ยกระดับความเข้มข้นของมาตรการควบคุมดูแลราคาสินค้าใน 5 ระดับ โดยระดับที่เข้มข้นที่สุด คือ หากจะขึ้นราคาสินค้าต้องขออนุญาตจากกรมการค้าภายในก่อน ซึ่งขณะนี้มี 8 สินค้าที่ต้องขออนุญาตหากจะขึ้นราคา เช่น ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และนม เป็นต้น นอกจากนี้จะมีสินค้าอื่น ๆ เพิ่มเติมเข้ามาด้วย รวมถึงน้ำมันปาล์ม



          ส่วนสินค้าที่ไม่ต้องขออนุญาต แต่หากจะเปลี่ยนแปลงราคาต้องแจ้งกรมการค้าภายในก่อน เช่น น้ำตาลทราย เป็นต้น รวมถึงมีการปรับสินค้าที่จากเดิมต้องแจ้งก่อนขึ้นราคา เป็นขออนุญาตก่อนขึ้นราคาได้ เช่น กระดาษชำระ กระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอก น้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย สบู่ เป็นต้น พร้อมยืนยันว่า จะพยายามดูแลสินค้าอุปโภคบริโภค โดยจะใช้วิธีบริหารจัดการกับผู้ประกอบการเหล่านี้เป็นสิ่งที่พยายามเตรียมพร้อม ถ้ามีการขยับราคาสินค้า ก็ต้องเข้าไปควบคุมดูแลเรื่องต้นทุนและกลไกอย่างถูกต้องเหมาะสม



          รมว.พาณิชย์ กล่าวอีกว่า ราคาสินค้าบางประเภทที่ยังไม่ได้อยู่ในการควบคุม แต่มีความจำเป็น ก็ได้เจรจาพูดคุยและได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้ประกอบการ ในการทำสินค้าที่เรียกว่า "ไทยช่วยไทย" โดยจะส่งสินค้าราคาพิเศษไปยัง 77 จังหวัดผ่านทางผู้ค้าปลีก-ค้าส่ง รวมถึงมีโครงการที่ช่วยลดค่าครองชีพในพื้นที่ เป็นการลดค่าครองชีพเฉพาะจุดที่มีความเปราะบางและส่งตรงไปยังประชาชน



          ขณะที่การดูแลภาคเกษตรกร จะหาวัตถุดิบมาเพิ่มเติมและหากวัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น จะช่วยเรื่องค่าปุ๋ย รวมถึงทำงานใกล้ชิดกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการปรับสูตรปุ๋ย เพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบที่ต้องนำเข้า รวมถึงมีการใช้ปุ๋ยอินทรย์เพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ที่ทำได้



#มาตรการช่วยเหลือประชาชน 



 

ข่าวทั้งหมด

X