หลักฐานไม่มีน้ำหนัก! ศาลแพ่งสั่งคืนทรัพย์ 71 ล้านบาทให้ 'ษิทรา เบี้ยบังเกิด'

24 กุมภาพันธ์ 2569, 14:19น.


          ศาลเเพ่ง คำพิพากษาคดีหมายเลขดำ ฟ26/2568 เเละคดีดำ ฟ.145/2568 ที่พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 2 สำนักงานอัยการสูงสุด (ปปง.) โจทก์ ยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สิน นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เเละนางปทิตตา เบี้ยบังเกิด กรณีที่คณะกรรมการ ปปง.มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมจำนวน 25 รายการไว้ชั่วคราว เเละยื่นให้พนักงานอัยการคดีพิเศษ ยื่นคำร้องของขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของเเผ่นดิน ในคดีฉ้อโกง นางสาวจตุพร อุบลเลิศ หรือเจ๊อ้อย



           กรณีปรากฏหลักฐานเป็นที่เชื่อได้ว่า นายษิทรา กับพวกเป็นผู้มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ อันเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3(18) และความผิดฐานฟอกเงิน มาตรา 5 และกรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า นายษิทรากับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดดังกล่าว



           ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดที่ยึดและอายัดจำนวน 26 รายการ ของทั้ง 2 สำนวน รวมราคาประเมินทั้งสิ้น 74,198,527 บาทพร้อมดอกผล ไปคืนหรือชดใช้คืนแก่ผู้เสียหาย แทนการสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน



          คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยก่อนว่าพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมามีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้หรือไม่ว่ามีการกระทำความผิดมูลฐานตามคำร้อง ผู้ร้องมี พ.ต.ต.ธรินทร์ กังวลบุตร ตำแหน่งนักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นพยานเบิกความว่า มีหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลธุรกรรมหรือทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด และรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการ ปปง. โดยพยานเป็นผู้รวบรวมเอกสารเนื่องจากสำนักงาน ปปง.ได้รับรายงานจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางว่าทนายตั้ม กับพวกมีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ และความผิดฐานฟอกเงิน



          สืบเนื่องมาจากนางสาวจตุพร อุบลเลิศ ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.อ.ปากช่อง ให้ดำเนินคดีแก่ผู้คัดค้านที่ 1 ในความผิดฐานฉ้อโกง ขณะนั้น น.ส.จตุพรอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส นายษิทราชักชวนให้น.ส.จตุพร ลงทุนทำแอปพลิเคชันซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลออนไลน์ในประเทศไทย น.ส.จตุพรตกลงตามคำชักชวน โดยโอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากธนาคารของตนเองที่ประเทศฝรั่งเศส จำนวน 2 ล้านยูโร ไปยังบัญชีเงินฝากของนายษิทรา หรือคิดเป็นเงินไทยจำนวน 71 ล้านบาทเศษ



          ต่อมานายษิทรานำสัญญาว่าจ้างเขียนและพัฒนาโปรแกรมแอปพลิเคชันซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลออนไลน์ ซึ่งมีบริษัทเป็นผู้รับจ้างเขียนโปรแกรม และต้องส่งมอบงานภายในวันที่ 1 ก.ย.2566 แต่เมื่อครบกำหนดตามสัญญาปรากฏว่า น.ส.จตุพรไม่ได้รับมอบแอพพลิเคชันตามสัญญา



          แม้ทางนำสืบของผู้ร้องจะอ้างว่ามีการดำเนินคดีอาญากับผู้คัดค้านทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกงและฐานฟอกเงินจนกระทั่งศาลออกหมายจับผู้คัดค้านทั้งสอง จากนั้นพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องผู้คัดค้านทั้งสองในข้อหาดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่จะให้รับฟังเป็นที่ยุติทันทีว่า ผู้คัดค้านทั้งสองกระทำความผิดมูลฐานแล้วหาได้ไม่ เนื่องจากผู้คัดค้านทั้งสองให้การปฏิเสธมาโดยตลอด และการสอบสวนดำเนินคดีในชั้นสอบสวนดังกล่าวกระทำการโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยไม่ปรากฏว่าก่อนที่จะดำเนินการยื่นคำร้องขอออกหมายจับ หรือก่อนพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องนั้น ได้เปิดโอกาสให้ผู้คัดค้านทั้งสองหรือผู้ถูกกล่าวหาอื่นๆ ได้แย้งคัดค้านหรือไต่สวนพยานหลักฐานจากฝ่ายผู้คัดค้านทั้งสองครบถ้วนแล้ว ซึ่งแตกต่างจากการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นศาลที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสไต่สวนคัดค้านหรือนำพยานหลักฐานมาแสดงหักล้างข้ออ้างหรือข้อกล่าวหาของอีกฝ่ายหนึ่ง



          ศาลจึงไม่อาจรับฟังเพียงแต่พยานเอกสารในชั้นสอบสวน ซึ่งไม่มีบุคคลผู้เกี่ยวข้องในการจัดทำพยานเอกสารมาเบิกความรับรองฝ่ายเดียวได้ เมื่อในชั้นนี้ทนายตั้มเเละภรรยา นำสืบและแสดงพยานหลักฐานโต้แย้งคัดค้านว่า ไม่เคยชักชวนหรือหลอกลวงให้น.ส.จตุพรลงทุนทำแอปพลิเคชันซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในประเทศไทย



          พยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมาจึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่ามีการกระทำความผิดมูลฐาน และต้องถือว่าทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สิน ไม่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จึงต้องคืนทรัพย์สินดังกล่าวให้แก่เจ้าของ จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง และให้คืนทรัพย์สินตามบัญชีรายการทรัพย์สิน แก่เจ้าของ



 



 



#คืนทรัพย์ษิทรา



#เจ๊อ้อย

ข่าวทั้งหมด

X