นายกฯเรียกประชุมทีมเศรษฐกิจ ชี้ รับมือความท้าทาย ประเมิน ภาษีทรัมป์หลังศาลฎีกาสหรัฐชี้ขาด

23 กุมภาพันธ์ 2569, 15:21น.


          กรณีศาลสูงสุดสหรัฐ ตัดสิน ”ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์”ผู้นำสหรัฐ ไม่มีอำนาจปรับเพิ่มภาษีนำเข้ากับหลายประเทศ เพราะใช้อำนาจเกินขอบเขตที่ให้ไว้ในกฎหมาย IEEPA นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงหาดไทย หารือกับทีมเศรษฐกิจ ทั้งนายเอกนิติ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยนายกรัฐมนตรีกำชับทุกหน่วยงานให้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อออกมาตรการรับมือเพิ่มเติมเร็ว ๆ นี้ยอมรับว่าต่างชาติให้ความเชื่อมั่นไทย เงินลงทุนไหลเข้าตลาดหุ้นต่อเนื่อง จนทำให้ดัชนีหุ้นไทย แตะระดับ 1,500 จุด สะท้อนความมั่นใจในพื้นฐานเศรษฐกิจไทย การคาดการณ์ GDP ไทยเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง คลังจึงมั่นใจจีดีพีปี 69 โตได้ร้อยละ 2.5-3 ทำให้หลายหน่วยงานเศรษฐกิจเริ่มปรับตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจไทยดีขึ้นจากโมเมนตัมในไตรมาส 4 เติบโตร้อยละ 2.5 เมื่อรัฐบาลกำหนดนโยบายให้ปีนี้เป็น "ปีแห่งการลงทุน" จะช่วยดัน GDP ให้ขยายตัวได้ จึงมอบนโยบายให้เลขาธิการ BOI เร่งผลักดันโยบายลงทุน BOI Fast Pass มูลค่า 4.8 แสนล้านบาท ด้วยการปลดล็อกกฎ กติกา และข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เพื่อสร้างฐานการผลิตและดึงเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพราะต้องการให้เงินลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยตรง FDI มากกว่าการเก็งกำไรในตลาดทุน



          ที่ประชุมเมื่อวานนี้ยังได้วิเคราะห์ถึงความได้เปรียบทางการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากการปรับมาตรฐานภาษีให้เท่าเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน ไทยจึงต้องเน้นการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) นายกฯ ได้สั่งการเพิ่มเติมให้ปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมาย โดยมอบหมายให้เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาไปเตรียมการขับเคลื่อนในส่วนนี้ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่ความเชื่อมั่นในพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและการเร่งส่งออกจะช่วยหนุนให้การเติบโตของ GDP เป็นไปตามเป้าหมาย รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อรับมือกับความท้าทายในตลาดทุนและการค้าโลกอย่างใกล้ชิด



          สำหรับภาคการส่งออกและขีดความสามารถในการแข่งขัน แม้ว่าภาษีนำเข้าทรัมป์ จัดเก็บร้อยละ10-15 มีผลบังคับใช้เพียงช่วง 150 วัน เชื่อว่าภาคส่งออกจะปรับตัวได้ โดยกระทรวงพาณิชย์มีการตั้งทีมติดตามอย่างใกล้ชิด เมื่อได้เร่งส่งออกในช่วง 1-2 เดือนแรก จะเป็นปัจจัยบวกระยะสั้น เมื่อทุกประเทศถูกเก็บภาษีนำเข้าเท่าเทียมกัน ช่วยให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยกลับมาเท่าเทียมกับประเทศอื่นมากขึ้น จากเดิมที่บางประเทศเก็บเพียงร้อยละ 10 ขณะที่ไทยร้อยละ 19



          ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ต้องประเมินดูการจัดเก็บภาษีนำเข้าของ ”ทรัมป์“ ในรายสินค้าของแต่ละประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างไร และสร้างความเสียหายอย่างไร และต้องคอยติดตามอย่างใกล้ในระยะยาว มองว่า ”ทรัมป์“ เรียกเก็บภาษีร้อยละ 15 ในช่วง 5 เดือน เพื่อเรียกเจรจากับหลายประเทศ เหมือนที่เคยดำเนินการมาแล้ว เพราะเมื่อเลยกำหนด 150 วัน ทุกประเทศต้องการภาษีในอัตราที่เหมาะสม



         เช่นเดียวกับ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ต้องจับตาดูว่าในช่วงถัดไป สหรัฐจัดเก็บภาษีรายประเภทอย่างไร โดยเฉพาะสินค้าที่สหรัฐเสียเปรียบ จะถูกเก็บภาษีอัตราสูง และเมื่อทุกประเทศถูกสหรัฐเก็บภาษีในอัตราเดียวกันทุกประเทศทั่วโลก ผู้ส่งออกจึงต้องแสดงศักยภาพในการส่งออกและอาศัยจังหวะในช่วงนี้ ปรับแนวทางการส่งออกให้สูงขึ้น และมองการถูกเก็บภาษีว่าช่วงนี้ จะส่งออกไปสหรัฐได้มากขึ้น



 



#ภาษีทรัมป์ 



 



 

ข่าวทั้งหมด

X