ดร.พญ.ภัทราวลัย สิรินารา ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ปัญหาที่เรื้อรัง เป็นมานานหลายปี เกิดขึ้นในช่วงเดิมของทุก ๆ ปี และยังแก้ไม่ได้ คือ PM 2.5 แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น คือ ‘โลหะหนัก’ และ Polycyclic Aromatic Hydrocarbons (PAHs) หรือกลุ่มสารเคมีหลายร้อยชนิดที่เกิดจากการเผาไหม้ ที่เกาะอยู่ใน PM 2.5 ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดมะเร็ง
การศึกษาของทีมวิจัยนำสถานีวัดฝุ่นไปตั้งไว้ตลอดปีที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล อีก 5 จังหวัด ประกอบด้วยจังหวัดสมุทรปราการ, สมุทรสาคร, นครปฐม, นนทบุรี, และปทุมธานี ซึ่งสาเหตุที่ทำการศึกษา 6 จังหวัดนี้ เพราะแต่เดิม ข้อมูลการศึกษาส่วนใหญ่จะเป็นภาคเหนือ แต่ปัญหา PM 2.5 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล กลับเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งผลการศึกษาจากการเก็บตัวอย่างฝุ่นโลหะหนักทั้งหมด 2,282 ตัวอย่าง พบว่าชนิดโลหะหนักที่เกาะใน PM2.5 บริเวณกรุงเทพและปริมณฑล ที่ก่อให้เกิดมะเร็งมากที่สุดคือ Arsenic และ Hexavalent chromium
โลหะหนักทั้ง 2 ตัวนี้องค์การอนามัยโลก หรือ WHO จัดอยู่ในกลุ่ม IARC Class 1 คือมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าก่อมะเร็งในมนุษย์ เช่นเดียวกับ Benzo [a] pyrene (BaP) ในกลุ่ม PAHs ที่พบว่าเกาะอยู่ใน PM 2.5 มากที่สุด
จากผลการศึกษา จังหวัดสมุทรปราการและสมุทรสาคร มีโอกาสเกิดมะเร็งในประชากรสูงประมาณ 4 เท่าของมาตรฐานที่ยอมรับได้ของ US EPA (สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา) เนื่องจาก สองจังหวัดดังกล่าวเป็นบริเวณที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมหนาแน่นกว่าจังหวัดอื่น ๆ จึงมีค่าความเสี่ยงการเกิดมะเร็งจากมลพิษอากาศค่อนข้างสูง
จังหวัดที่น้อยที่สุด คือนครปฐม โดยตั้งข้อสังเกตว่าความสัมพันธ์กับพื้นที่สีเขียวอาจเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะนครปฐมมีพื้นที่สีเขียวมากที่สุดใน 6 จังหวัดที่ทำการศึกษา
ผลการศึกษานี้ คือทุก ๆ คนไทยที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 1 ล้านคน จะมีคนที่มีโอกาสเกิดมะเร็งประมาณ 4 คน โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก อายุ 0-6 ขวบ คือกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด โดยผลจากมลพิษทางอากาศ 1 ล้านคน ตาม มาตรฐานขั้นต่ำของ US EPA ควรจะยอมรับได้ที่มีคนเกิดมะเร็งจากมลพิษอากาศแค่ 1 คน แต่ผลการศึกษานี้คือ 4 เท่า แค่ภายในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 1 ล้านคน จะมีโอกาสเกิดมะเร็งประมาณ 4 คน
นอกจากนี้ จากการศึกษาพบว่ากลุ่ม PM 2.5 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีโลหะหนักถึง 7 ตัว ที่ทำให้เกิดมะเร็ง โดย 6 ตัวนอกจากตะกั่ว ไม่มีกฎหมายบังคับเป็นรายชนิด ในขณะที่องค์การอนามัยโลก ยุโรป สหรัฐอเมริกา มีตรงนี้หมด นี่เป็นจุดสำคัญที่ไทยต้องมีการผลักดันกันต่อ เพื่อกฎหมายที่ปลอดภัยขึ้นของประชาชนทุกคน
ประเทศไทยมีกฎหมายคุ้มครอง PM 2.5 ที่เป็นฝุ่นภาพรวม ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการบังคับตั้งเกณฑ์เข้มขึ้น โดยค่ามาตรฐานใหม่ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงในบรรยากาศทั่วไป ถูกปรับให้มีความเข้มข้นขึ้น จากเดิมต้องไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ถูกปรับลงมา จะต้องไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม. สำหรับค่าเฉลี่ยในเวลา 1 ปี จาก 25 มคก./ลบ.ม. ถูกปรับลงมา จะต้องไม่เกิน 15 มคก./ลบ.ม ขณะที่เกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ปี 2564 กำหนดค่ามาตรฐานฝุ่นละออง PM 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงไม่เกิน 15 มคก./ลบ.ม. และเฉลี่ยรายปีไม่เกิน 5 มคก./ลบ.ม. จะเห็นว่าเกณฑ์เข้มงวดกว่าของไทยมาก
ทิศทางที่ประเทศควรเดินต่อ คืออย่ามองแค่การกำหนดค่าความปลอดภัยของ PM 2.5 ที่ต่ำกว่า 25 หรือว่าเฉลี่ย 37.5 ต่อ 24 ชั่วโมง แต่ควรมองไปถึงการบังคับคุณภาพอากาศให้ดีขึ้น จะป้องกันประชากรไม่ให้เกิดมะเร็งได้มากขึ้นเท่าไหร่
พ.ร.บ. อากาศสะอาดเป็นสิ่งที่ประเทศไทยควรจะผลักดัน เพราะการศึกษานั้นพร้อมแล้ว มีคำตอบแล้วว่าปริมาณโลหะหนัก หรือสารตัวไหนที่ก่อให้เกิดมะเร็งบ้าง ตอนนี้ขาดแต่ความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการช่วยกันผลักดันให้เกิดขึ้น
#ฝุ่นPM
#สารก่อมะเร็งในฝุ่นPM
Cr:Hfocus
ข่าวทั้งหมด