ม.หอการค้าไทย ชี้ เศรษฐกิจไทยปีนี้ โตร้อยละ1.51-1.75 เชื่อภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลได้

วันนี้, 14:47น.


          ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สำรวจความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่ว่า มุ่งเน้นแนวทางเศรษฐกิจลักษณะใด  นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกแปลกใจผลโพลที่ประชาชนตอบเหมือนนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งตีความได้คือกลุ่มตัวอย่างไม่ได้มาจากทั่วประเทศ แต่กลุ่มตัวอย่างน่าจะได้รับข้อมูลข่าวสารที่ชี้ประเด็นว่าเศรษฐกิจไทยกำลังป่วยเป็นผู้ป่วยของอาเซียน ทำให้คำตอบประเด็นเรื่องการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไปในแนวทางที่ประชาชนห่วงภาพเศรษฐกิจในอนาคต 



           นอกจากนั้น ยังเชื่อว่านโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องมีแน่นนอนตามนโยบายของรัฐ ซึ่งเป็นการพยุงเศรษฐกิจ แต่ประชาชนต้องการเห็นการเติบโตระยะยาว ที่เศรษฐกิจไทยต้องเติบโตเกิน 2% ให้ได้



          กลุ่มตัวอย่างมองว่า อยากให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจฐานราก 24.5% รองลงมาคือกระตุ้นกำลังซื้อและการใช้จ่ายของประชาชน 22.8% และปฏิรูปกฎระเบียบและเพื่อสร้างความโปร่งใส 20.8%



          ส่วนรัฐบาลชุดใหม่ควรสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านวิธีการใดเป็นหลัก กลุ่มตัวอย่าง 35.6% บอกว่า ผสมผสานทุกแนวทางอย่างสมดุล 27.4% สร้างอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มผลิตภาพ และ 14.5% พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและท่องเที่ยวในภูมิภาค



           สำหรับการขยายตัวของภาวะเศรษฐกิจไทย กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มองว่า ไตรมาส 1/69 จะโต 1.25-1.50% ส่วนทั้งปี 69 มองว่าจะโต 1.51-1.75%



           นายธนวรรธน์ มองว่า  หลังเลือกตั้ง พรรคภท. ได้เสียงเกือบ 200 เสียง ส่งผลให้หุ้นขึ้น และเงินบาทแข็งค่า เนื่องจากคนมีความมั่นใจว่า พรรคแกนนำที่มีคะแนน 200 เสียง การเลือกพรรคร่วมรัฐบาล พรรคภท. มีทางเลือกหากมีพรรคใดมีปัญหาก็สามารถเลือกพรรคใหม่ได้



          ดังนั้น รัฐบาลชุดใหม่มีเสถียรภาพอย่างน้อย 2 ปี ง่าย ๆ และนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ยังใช้คำว่า 4+4 คือ 4 เดือนที่เป็นรัฐบาลรักษาการ และ 4 ปี ดังนั้น ด้วยคะแนนเสียงทางการเมืองมีโอกาสที่รัฐบาลจะใกล้ครบเทอมได้ง่าย



          สิ่งที่รัฐบาลควรวางโครงคือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ดังนั้น เชื่อว่ารัฐบาลจะใช้งบกับมาตรการคนละครึ่งพลัสในอัตราที่เหมาะสม ซึ่งมองว่า 4-5 หมื่นล้านบาทน่าจะเพียงพอในการพยุงเศรษฐกิจ และใช้งบประมาณแผ่นดินในส่วนของงบประมาณขาดดุลในส่วนที่เหลือ ไปลงทุนเพื่ออนาคต



           ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลจะมีความล่าช้าหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้มีการประท้วงเรื่องผลการเลือกตั้งหลายแห่ง หรืออาจนำไปสู่การนับคะแนนใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่ทั้งประเทศ นายธนวรรธน์ กล่าวว่า การประท้วงโดยภาคประชาชนหรือการแสดงความเห็นเกี่ยวกับความไม่ชัดเจนในการนับคะแนนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่การสงสัยมีมูลหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อยู่ระหว่างการพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ "วิธีง่าย ๆ คือพิสูจน์ นับคะแนนใหม่เป็นเขตได้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องนับใหม่ทั้งประเทศ เพราะไม่มีมูลเหตุ ซึ่งมูลเหตุตัดสินด้วยกฎหมายและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ และยังไม่เห็นภาพมูลเหตุที่ชี้ว่าจะต้องเลือกตั้งใหม่หรือนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ



          ขณะเดียวกัน ยังไม่เห็นว่าจะมีปัญหาเรื่องการตั้งรัฐบาลล่าช้า เพราะน่าจะสามารถเคลียร์ปัญหาได้ใน 1 เดือน และยังไม่เห็นว่าความเชื่อมั่นจะหายไป



          สิ่งสำคัญที่รัฐบาลใหม่ต้องทำ คือการประกาศขจัดคอร์รัปชัน และต่อต้านสแกมเมอร์ โดยมองว่าเป็นประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจ เพราะถ้ามีสแกมเมอร์ ความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจะหายไป การท่องเที่ยวจะฟื้นช้า



#เศรษฐกิจไทย



#รัฐบาลไทย

ข่าวทั้งหมด

X