คลังเปิดตัวเลข จีดีพีไทยปี 68 โตร้อยละ 2.2 ขยายต่อเนื่องร้อยละ 2 ในปี 69 กังวลงบ 70 ล่าช้า

27 มกราคม 2569, 17:39น.


          นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง แถลงผลการประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ว่า เศรษฐกิจไทย ปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.2 ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.0-2.5) จากเดิมคาดการณ์ที่ร้อยละ 2.4 เนื่องจากจีดีพีไตรมาส 3 ขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมาย ต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 4 มีปัญหาน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ เศรษฐกิจโลกชะลอตัว การปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมัน ทำให้จีดีพีค่าเฉลี่ยทั้งปีต่ำกว่าคาด แต่ยังมีเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ปี 68 ฟื้นตัวเร่งขึ้น มีแรงหนุนจากโครงการ "คนละครึ่ง พลัส" การเติมเงินบัตรสวัสดิการฯ ช่วยกระตุ้นเงินหมุนเวียนในระบบเกือบแสนล้านบาท ทำให้เกิดการผลิต การจ้างงาน และการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อยทั่วภูมิภาค รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ “เที่ยวดีมีคืน” ทำให้การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวที่ร้อยละ 3.3 การส่งออกขยายตัวสูงที่ร้อยละ 12.7 การบริโภคภาครัฐ ขยายตัวที่ร้อยละ 0.5 การลงทุนภาครัฐ ขยายตัวที่ร้อยละ 6.9 การลงทุนภาคเอกชน ขยายตัวที่ร้อยละ 2.9 สำหรับปัจจัยด้านเสถียรภาพ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ -0.1 เนื่องจากราคาพลังงานลดลงจากทั้งค่าไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง ดุลบัญชีเดินสะพัดในปี 68 มีแนวโน้มเกินดุล 15.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 2.8 ของ GDP



          สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 69 คลังคาดจีดีพีขยายตัวร้อยละ 2 ต่อปี การส่งออกชะลอลง ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าขยายตัวร้อยละ 1 ตามการค้าโลกชะลอตัว คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 35.5 ล้านคน การบริโภคภาคเอกชน ขยายตัว ร้อยละ 2.5 การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 3.2



          ขณะที่การลงทุนภาครัฐหดตัวที่ร้อยละ -1.7 เนื่องจากได้รับผลกระทบในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง อาจทำให้การจัดทำงบปี 70 ล่าช้าออกไปอีก 3 เดือน รัฐบาลจึงควรเร่งออกมาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่ายเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าวเพิ่มเติม



          ด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ร้อยละ 0.3 ต่อปี ดุลบัญชีเดินสะพัดจะเกินดุล 12.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 2.0 ของ GDP โดยกระทรวงการคลัง มุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง การดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ในระบบเพื่อขยายฐานภาษี และการบริหารจัดการงบประมาณภาครัฐให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด การเร่งปรับโครงสร้างผ่านการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) และการยกระดับนวัตกรรมให้ตอบโจทย์กับห่วงโซ่อุปทานการค้าโลก



          นอกจากนี้ คลังยังติดตามปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด อาทิ  ความผันผวนของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายกีดกันทางการค้า และภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันต่อภาคการส่งออก ความเปราะบางทางการเงิน ระดับหนี้ครัวเรือนและหนี้ธุรกิจ (SMEs) ที่ยังสูง ซึ่งอาจจำกัดการฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุน  เสถียรภาพและความต่อเนื่องเชิงนโยบายในช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง



 



#งบประมาณปี70



#วิกฤตเศรษฐกิจโลก



 

ข่าวทั้งหมด

X