ที่ประชุมวุฒิสภาสหรัฐฯ มีมติ 52 ต่อ 47 ห้ามประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก่อนที่จะมีคำสั่งเปิดปฏิบัติการทางทหารในเวเนซุเอลา จะต้องขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรสก่อน การใช้ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมต่อเวเนซุเอลาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากสภาคองเกรส นับเป็นการเปิดทางให้มีการพิจารณาต่อไป ในวุฒิสภาที่มีสมาชิกทั้งหมด 100 คน โดยการลงคะแนนในขั้นตอนเชิงกระบวนการเพื่อผลักดันร่างมติเกี่ยวกับอำนาจการทำสงคราม (war powers resolution) มีผลออกมาที่ มีวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันบางส่วนโหวตร่วมกับสมาชิกพรรคเดโมแครตทั้งหมดเพื่อสนับสนุนให้เดินหน้าพิจารณาต่อ
ทิม เคน วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจากรัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งเป็นผู้เสนอร่างมติดังกล่าว กล่าวกับวุฒิสมาชิกก่อนการลงคะแนนว่า “ไม่เคยมีใครเสียใจเลยกับการลงคะแนนที่เพียงแค่บอกว่า ท่านประธานาธิบดี ก่อนที่ท่านจะส่งลูกหลานของเราไปสู่สงคราม โปรดมาขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรสเสียก่อน”
การลงคะแนนครั้งนี้เกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากกองกำลังสหรัฐฯ จับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา ในปฏิบัติการทางทหารที่สร้างความตื่นตะลึงในกรุงการากัส สั่นสะเทือนผู้นำทั่วโลก และทำให้สมาชิกพรรคเดโมแครตบางส่วนไม่พอใจ โดยระบุว่า มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ในรัฐบาลทรัมป์ได้ให้ข้อมูลอันเป็นเท็จแก่พวกเขา ด้วยการยืนยันก่อนหน้านี้ว่า ไม่ได้มีแผนเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในเวเนซุเอลา
ฝ่ายรีพับลิกันยืนยันว่า ปฏิบัติการในช่วงสุดสัปดาห์ที่แล้วไม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส เนื่องจากเป็นปฏิบัติการระยะสั้น และเป็นการบังคับใช้กฎหมายเพื่อจับกุมตัวมาดูโรไปขึ้นศาลที่นครนิวยอร์ก ขณะที่บางฝ่ายเชื่อว่า หากมีการขอความเห็นจากสภาคองเกรส ปฏิบัติการทางทหารลับสุดยอดในเวเนซุเลาครั้งนี้อาจรั่วไหล
รัฐบาลทรัมป์กล่าวหามาดูโรว่าเป็นผู้ควบคุมเครือข่ายค้ายาโคเคน ซึ่งมีความร่วมมือกับกลุ่มรุนแรงหลายกลุ่ม รวมถึงแก๊งซินาโลอาและเซตัสของเม็กซิโก กลุ่มกบฏฟาร์กของโคลอมเบีย และแก๊งเทรน เดอ อรากัว ของเวเนซุเอลา ขณะที่มาดูโรปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้มาโดยตลอด โดยระบุว่าเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อปกปิดความทะเยอทะยานเชิงจักรวรรดินิยมที่มุ่งหวังจะครอบครองทรัพยากรน้ำมันอันอุดมสมบูรณ์ของเวเนซุเอลา
#วุฒิสภาสหรัฐ
#เวเนซุเอลา
ข่าวทั้งหมด