การประท้วงใหญ่เพื่อต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน เข้าสู่วันที่ 12 ขณะที่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตล่มในหลายเมือง โดยมีการประท้วงในกรุงเตหะรานและอีกหลายเมือง ซึ่งสื่อหลายแห่งระบุว่า เป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี สำนักข่าวสิทธิมนุษยชน HRANA ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐฯ รายงานว่าการประท้วงลุกลามไปยัง 140 เมืองและหมู่บ้านทั่วทั้ง 31 จังหวัด
โดยเมื่อวันพุธ (7 ม.ค.69) ผู้ประท้วงปะทะกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงในหลายเมือง แต่ในวันพฤหัสบดี (8 ม.ค.) พบว่าในกรุงเตหะรานและเมืองมาชาด เมืองใหญ่อันดับสองของอิหร่าน เป็นการประท้วงอย่างสันติ เจ้าหน้าที่รักษาความมั่นคงไม่ได้สลายการชุมนุมแต่อย่างใด
ผู้ประท้วงในเมืองมาชาดเรียกร้องให้อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดลงจากตำแหน่ง และเรียกร้องให้เจ้าชายเรซา ปาห์ลาวี มกุฎราชกุมารองค์สุดท้ายแห่งอิหร่าน นิวัตรประเทศ พระองค์เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนเข้าร่วมการประท้วงในวันที่ 8 และ 9 มกราคม เพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง
ส่วนกลุ่มสิทธิมนุษยชนอิหร่านซึ่งตั้งอยู่ในนอร์เวย์ รายงานว่ามีผู้ประท้วงเสียชีวิตอย่างน้อย 45 คน รวมถึงเด็ก 8 คน โดยมีการระบุตัวตนผู้เสียชีวิต 21 ราย ขณะที่ทางการอิหร่านรายงานการเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 5 ราย
การประท้วงเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม (2568) เมื่อพ่อค้าแม่ค้าชุมนุมในกรุงเตหะราน เพื่อแสดงความไม่พอใจที่ค่าเงินเรียลของอิหร่านอ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในตลาดเปิด และอัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงถึงร้อยละ 40 ต่อมากลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยก็เข้าร่วมการประท้วง และการประท้วงก็เริ่มลุกลามไปยังเมืองอื่นๆ
มาตรการคว่ำบาตรที่นำโดยสหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการทำให้สภาพเศรษฐกิจในอิหร่านเลวร้ายลง แต่ชาวอิหร่านจำนวนมากเชื่อว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากมาตรการคว่ำบาตรผ่านข้อตกลงพิเศษที่อนุญาตให้พวกเขาได้กำไรจากการค้า รายได้จากน้ำมัน และเครือข่ายการฟอกเงิน
...
#ประท้วงในอิหร่าน
ข่าวทั้งหมด