มีเรื่องกับตำรวจ จบลงด้วยน้ำตา
โดย...คุณแห้ง
เรื่องมีอยู่ว่าวันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังนั่งปฏิบัติภารกิจตามปกติ
ซึ่งสถานการณ์โดยทั่วไปของวันนั้นก็คือไม่มีอะไรมาก จราจรก็ยังไม่ติดขัด อากาศยังแจ่มใสดี
สายที่โทรเข้ามายังความถี่เท่าเดิม แล้วเมื่อเวลาแห่งการรอคอยมาถึง ฉันเอื้อมมือไปกดรับ
มือหนึ่งยกหูโทรศัพท์ อีกมือหยิบปากกาเตรียมจดข้อความ จากนั้นกรอกเสียงลงหูโทรศัพท์ว่า
จส.100............ รับสายค่ะ
จากนั้นการสนทนาอันต่อเนื่องก็เริ่มขึ้น เสียงหญิงสาวอายุประมาณ30เศษๆ กล่าวต่อว่า
"เอ่อ...น้อง พี่มีเรื่องอยากจะปรึกษาหน่อยจะได้มั๊ย"
"ค่ะ ได้ค่ะ"
"คือ อย่างนี้นะน้อง เมื่อสักครู่พี่ขับรถผ่านมาทางถนนบางบัวทอง บางใหญ่
แถวนั้นน่ะพี่ใช้เป็นประจำทุกวันอยู่แล้วล่ะ แล้วทีนี้พี่ก็โดนตำรวจจราจรเรียกน่ะ "
"เรียกเรื่องอะไรคะ"ฉันถาม
"ตำรวจน่ะหาว่ารถพี่ติดฟิล์มกรองแสงด้านหน้ารถ ซึ่งจริงๆ
แล้วเนี่ยกฎหมายเขาผ่อนผันในเรื่องนี้แล้วไม่ใช่หรือน้อง เขายอมให้ติดแล้วนะ แล้วดูสิพี่เพิ่งไปติดมา
เพราะอากาศมันร้อนมาก พี่ติดเนี่ยก็เพื่อลดการรวมแสงนะ ขนาดติดแล้วยังร้อนอยู่เลย แอร์มันเอาไม่อยู่หรอกน้อง
"เอ่อ... พี่คะแล้วฟิล์มที่พี่ติดเนี่ยดำมากเลยหรือคะ"
พี่สาวคนนี้รีบชิงพูดขึ้นมาทันทีเลยว่า
"ไม่ดำเลยน้อง ฟิล์มข้างรถที่พี่ติดยังดำกว่าอีก แล้วดูสิเนี่ยพี่ไปติดมาแล้วจะต้องไปลอกออกอีกเหรอ เสียเงินติดแล้วยังต้องเสียเงินลอกออกอีก"
ขณะที่พี่สาวกำลังระบายความคับแค้นที่มีมาฉันก็ใช้คอและหัวหนีบหูโทรศัพท์ไว้ อีกมือก็พยายามค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวกับที่ปรึกษาทางด้านกฎหมาย เผื่อว่าพี่สาวจะต้องการคำแนะนำในเรื่องการติดฟิล์มกรองแสงอย่างถูกต้อง
"น้องลองคิดดูสิว่า ตรงนี้น่ะมันเป็นช่องว่างทางกฎหมายนะ ที่เปิดโอกาสให้พวกตำรวจน่ะมาหากินกับประชาชน พี่ว่ามันไม่ดีเลย กฎหมายน่ะควรปรับปรุงแก้ไขได้แล้วนะ
เออแล้วอีกอย่างหนึ่งนะพี่ว่ากฎหมายน่าจะให้ความคุ้มครองแก่ผู้หญิงให้มากกว่านี้นะ ดูสิพี่นะเป็นผู้หญิงแล้วก็ขับรถคนเดียว พอเจอตำรวจเรียก พี่ก็ต้องหยุด"
"แล้ว ยังไงต่อคะ"ฉันถามต่อ
"เขาก็ขอใบขับขี่" พี่สาวพูด
"แต่พี่ไม่ให้หรอก เรื่องอะไรจะให้ก็พี่ไม่ผิดน่ะ พี่ไม่ให้หรอก"
(อยากรู้ว่าสรุปแล้วจะเป็นอย่างไร) ฉันจึงถามต่อว่า "แล้วตำรวจ เขาทำอะไรต่อคะ"
"พี่ก็ไปถามตำรวจคนที่ยืนอยู่ถัดไปน่ะว่าจะเอายังไง" รู้มั๊ยเค้าตอบพี่ว่าอะไร
"คุณก็ไปขอให้เค้าอลุ้มอล่วยให้สิ(ชี้มือไปที่ตำรวจอีกท่านหนึ่ง)"
ถึงตอนนี้ฉันยังนึกไม่ออกว่าการสนทนาระหว่างเราจะจบลงเช่นไร จึงถามต่อไปว่า
"แล้วเค้าว่ายังไงคะ"
"เค้าก็ทำหน้าไม่ค่อยพอใจ แล้วยังบอกพี่อีกนะว่าก็รถของคุณน่ะไม่เหมือนรถของคนอื่น
ไม่เชื่อนะลองไปถามที่โรงพักดูสิ โธ่!น้องเรื่องไรพี่จะไปถ้าพี่ไปเค้าก็ต้องบอกว่าว่าพี่น่ะผิด
เนี่ยรถเพื่อนหรือรถคนอื่นเค้าก็ติดกันไม่เห็นมีปัญหาอย่างนี้เลย พี่นะโดนเรียกบ่อยมากเป็นประจำเลยสน. ..........เนี้ยะ

ฉันไม่รู้ว่าพี่สาวรายนี้จะเอายังไงต่อ เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าจะให้ฉันช่วยเรื่องอะไร จึงลองบอกพี่สาวไปว่า "พี่คะ หนูก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันผิดกม.หรือเปล่า
ถ้ายังไงพี่ลองเอาเบอร์โทรของตำรวจจราจรกลางไปสอบถามดูจะดีไหมคะ แต่......ตามกฎหมาย...เค้าก็คงต้องบอกว่าผิดแน่เลยล่ะ"
"ใช่น้อง พี่ก็ว่างั้นแหละ แล้วพี่จะทำไงดีเนี่ย พี่นะอยากจะให้เขาแก้กฎหมายให้มันดีกว่านี้ แล้วดูสิเนี่ยพี่เล่าให้น้องฟัง เราก็รู้กันแค่สองคนมันก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี"
ฉันเริ่มเห็นด้วยกับพี่สาวและคิดว่าการสนทนาระหว่างเราคงใกล้จะจบแล้ว เพราะดูท่าทางพี่สาวก็ได้ระบายอะไรออกมาหมดแล้ว
แต่...ฉันคาดผิดไปถนัด เพราะพี่สาวยังคงอัดอั้นตันใจอยู่จึงได้พูดต่อว่า
"น้องคิดดูนะ กฎหมายเมืองไทยน่ะมันไม่เอื้ออำนวยให้ผู้หญิงเรา บ้านเราน่ะผู้หญิงยังคงตกเป็นทาสอยู่ อย่างกับสมัยร.5งั้นแหละ ขนาดเราเลิกทาสกันมานานแล้วนะ นี่นะพี่จะบอกอะไรให้
แม้แต่ผู้หญิงเราด้วยกันเองน่ะยังกดขี่กันเองเลย พี่น่ะเจอมากับตัว ก็พี่สาวแฟนพี่น่ะอายุก็มากแล้วนะตั้ง50กว่าแล้วยังจะชอบยุ่งเรื่องน้องชายตัวเองอีก มีอย่างที่ไหนยุยงให้น้องชายตัวเองเลิกกับพี่ พี่น่ะไม่คิดเลยนะว่าผู้หญิงด้วยกันยังทำกันได้ขนาดนี้ " ถึงตอนนี้ฉันเริ่มใจหายเพราะไม่คิดว่าจากปัญหาจราจรจะเชื่อมโยงมาสู่ปัญหาครอบครัว แต่ด้วยหน้าที่ของฉันยังไงก็ต้องทำหน้าที่ผู้ฟังที่ดีต่อไป
"น้องคิดดูสิ ถ้าเป็นน้องจะทำยังไง ผู้หญิงเราน่ะถ้าแต่งงานก็อยากจะแต่งแค่ครั้งเดียวไม่งั้นก็อย่าแต่งเลยดีกว่าเป็นผู้หญิงอย่างนั้นไม่ดีกว่าเหรอ"
ฉันกำลังคิดตาม แม้จะไม่ค่อยเห็นด้วยกับพี่เขาเท่าไหร่ แต่ฉันก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เพราะตอนนี้หน้าที่ฉันคือผู้ฟัง และพี่เขาก็คงไม่อยากให้ฉันทำอะไรมากไปกว่านี้
ทันใดนั้นก็เริ่มมีเสียงฟืดฟาด สูดจมูก น้ำเสียงของพี่เขาเริ่มเปลี่ยนไปและในที่สุด
ฉันก็ได้ยินเสียงที่บู้บี้ของพี่สาวผ่านลำคอที่สะอึกสะอื้นเล่าเรื่องที่น่าเศร้าต่อไปเกี่ยวกับชีวิตสมรสที่ไม่สมหวัง เพราะดันไปเจอพี่สะใภ้ที่นิสัยออกจะแปลกประหลาดกว่าชาวบ้านไปสักหน่อย
ฉันได้แต่นิ่ง นึกไม่ออกว่าจะปลอบพี่สาวให้หายเศร้าได้อย่างไร
เพราะตลอดการฟังที่ผ่านมาฉันก็ยอมรับว่าไม่ได้เตรียมใจที่จะรับมือกับตอนจบแบบนี้เลย มาถึงตอนนี้พี่สาวเริ่มเบี่ยงเบนความตั้งใจเดิมที่มีมาแต่แรก
เพราะดูเธอจะไม่สนใจเอาความกับเรื่องที่เพิ่งทะเลาะกับตำรวจมาเสียแล้วล่ะ แต่หันมาเอาจริงเอาจังกับเรื่องสิทธิสตรีที่ควรได้รับการยกระดับมากกว่านี้
เธอย้ำกับฉันหลายครั้งซ้ำไปซ้ำมาถึงความคับแค้นที่เธอได้รับจากครอบครัวสามีของเธอ ฉันเข้าใจดีว่าเพราะอะไรเธอถึงได้ร้องไห้ออกมา ทั้งๆที่ฉันก็ไม่ได้รู้จักสนิทสนมกับเธอมาก่อน เพราะปัญหาที่เธอต้องเผชิญอยู่ทุกวันนั้นมันช่างโหดร้ายต่อจิตใจเธอมากทีเดียว
ฉันจึงไม่อยากไปขัดจังหวะปล่อยให้เธอได้ระบายออกมา
เผื่อว่า.....หลังจากที่เธอวางหูจากฉันไปเธอจะได้รู้สึกดีขึ้นว่าอย่างน้อยก็ยังมีคนรับฟังและเข้าใจเธอ
อย่างน้อยที่สุด......ก็ฉันคนหนึ่งล่ะ